Showing posts with label ชนัญชิดา สังวาลย์. Show all posts
Showing posts with label ชนัญชิดา สังวาลย์. Show all posts

169: "เส้นทางคู่ขนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 4: แก้วตาของเธอและผม @58-02-16

สวัสดีครับทุกท่าน หากท่านได้อ่าน ตอนที่ 3 ที่ผมเขียนถึง "หนูนา ที่เป็นดวงใจ" ของภรรยาผมแล้ว ตอนนี้ต่อเนื่องกันเลย ผมอยากให้ทุกท่านได้ทราบว่า "แก้วตา" ของเธอก็คือ "แม่แมต" คุณแม่คนเก่ง สุดเท่ห์ ของเธอเองครับ ที่ผมต้องใช้คำพูดแบบนี้ก็เพราะว่า นอกจากอาม้า (คุณแม่) ของผมแล้ว แม่แมต ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ผมรู้สึก+รับรู้ได้เลยว่า เป็นผู้หญิงแกร่งและเก่ง อีกท่านหนึ่ง สิ่งที่คล้ายๆ กันมาก คือ ทั้งสองท่าน เลี้ยงลูกแทบตัวคนเดียว แต่ละท่านก็มีลูกเท่ากัน 3 คน ลำบาก อดทน ต่อสู้กับสถานการณ์รอบข้าง มาตลอดเวลา เป็นแม่ที่ดี เป็นพลเมืองดี

เธอบอกกับผมเสมอว่า ผมต้องขอบคุณแม่แมต ที่ยอมรับในตัวผม จะมีแม่คนไหน ที่เห็นผมที่เป็นคนพิการแล้วไม่รังเกียจ พูดคุยกับผมด้วยน้ำใจไมตรีอย่างดี อบอุ่น รัก และชอบทำกับข้าวให้กินทุกครั้งที่ไปเยี่ยมบ้าน ภรรยาผมสนิทกับแม่แมตมาก เล่าทุกเรื่องให้ฟัง แน่นอนว่าเรื่องของผม เธอปรึกษาแม่แมตทุกครั้งที่กลับบ้าน และการที่แม่แมต ไม่รังเกียจ ยอมรับในตัวผม เป็นห่วง และคอยบอกเล่าให้ภรรยาผมฟังตลอดว่าให้สงสารผม ความสงสาร ความเห็นใจต่อกันนั้นมากกว่าความรัก จะทำให้อยู่ยืนนาน

แม่แมต คนเก่งของภรรยาผม

เมื่อ แม่ๆ มาพบกัน

และแล้วในวันแต่งงาน อาม้าของผม กับแม่แมตของภรรยา ก็มานั่งคู่กัน ก่อนงานจะเริ่ม และตลอดพิธีสู่ขอ ก่อนที่จะผูกข้อไม้ข้อมือ และยกน้ำชา ตามธรรมเนียมไทยและจีน ควบคู่กัน สองหญิงแกร่งของ 2 ครอบครัวก็มาพบกันในวันที่เราสองคน ที่เป็นคนของประชาชน ต้องมาลงเอยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมต้องขอขอบพระคุณ "แก้วตาของเจี๊ยบ" กับ "แก้วตาของผม" ที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับในอีกฝ่าย โดยเฉพาะแม่แมต ที่ยอมรับในตัวผม ไม่กีดกัน แต่ยังส่งเสริมให้เรารักกัน

อีกเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ทำให้เราสองคนได้แต่งงานกัน เกินฝันที่ผมจะได้รับโอกาส จากคุณแม่ของฝ่ายหญิงที่ผมรู้สึกดีๆ ด้วย

ตลอดเวลาที่ได้รู้จักท่าน ไม่เคยมีสายตา ไม่เคยลมีคำพูด ไม่เคยมีความรู้สึก รังเกียจคนพิการคนนี้เลย ขอบพระคุณ "แก้วตาของเจี๊ยบ" อีกครั้งครับ

168: "เส้นทางคู่ขนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 3: หนูนา+หนูต๋อง หนูเหมือนกัน @58-02-10

สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับตอนนี้ส่วนตัวแล้วผมมีความภาคภูมิใจมากๆ ที่อยากสื่อสารออกไปว่า เหตุผลใดบ้าง เราจึงได้แต่งงานกัน เพราะ "หนูนา" ลูกของภรรยาที่เธอรักนั้น กลับเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญ ที่ทำให้เธอรู้สึกดีๆ กับผม เล่าย้อนอดีตไปสัก 1 ปีที่แล้วก่อนหน้านี้ ใกล้ๆ ช่วงนี้แต่น่าจะประมาณเดือนมีนาคม 2557 "หนูนา" ลูกของเธอเข้าโรงพยาบาล เธอเล่าว่ากำลังร้องไห้ห่วงหนูนาอยู่ เพราะหมอบอกว่า ป่วยแบบไม่รู้สาเหตุต้องดูอาการ ใจเธอหายวับ ถึงกับต้องไปบนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างนั้นผมก็โทรศัพท์เข้าไปพอดี พอทราบเรื่องจึงขอช่วยสมทบค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลบ้าง

เล่ามาถึงตรงนี้ ยังรู้สึกอายตัวเองอย่างมาก เพราะคิดว่าเธอพาหนูนา เข้า รพ.ของรัฐ ต่างจังหวัดคง
ไม่มากเท่าไหร่ จึงโอนเงินให้เธอน้อยนิดมาก ไม่เพียงพอกับยอดรวมทั้งหมดเพราะเยอะมาก เนื่องจากเธอห่วงหนูนามาก และต้องการให้หนูนา ได้รับการรักษาอย่างดี จึงพาไป รพ.เอกชน ประจำจังหวัด ผมมาทราบทีหลัง จึงขอโทษเธอหลังจากที่ได้ตกลงคบหากัน แต่ผมอยากให้ทุกท่านเชื่อนอานิสงฆ์ในความตั้งใจจริง ตั้งใจทำดี นะครับ อย่างที่พระท่านว่า ทำบุญน้อยทำบุญมาก ไม่สำคัญ สำคัญที่ตั้งใจ ในครั้งนั้นทำให้เธอเห็นความตั้งใจจริง ที่ผมมีต่อหนูนา จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เธอเก็บผมเอาไว้ในใจอีก 1 เรื่อง และยังเป็นเหตุผลสำคัญอันดับต้นๆ ที่เราได้รักและแต่งงานกัน เพราะเธอบอกเสมอว่า "หนูนา เป็นดวงใจ" ของเธอ

หนูนาเข้า รพ.อีกครั้งเมื่อ 9 ก.พ.58

ระหว่างเราสองคน คือ "หนูนา" กับผม ที่ผมพยายามให้มีเรื่องคุยกับหนูนา ก็คือ ผมเรียกตัวเองว่า "หนูต๋อง" เนื่องจากหนูนากับผม เกิดปีชวด เหมือนกันครับ กวนเจี๊ยบเหมือนกัน ง้องแง้งเหมือนกัน ภรรยาผมบอกว่า ผมกับหนูนานิสัยเหมือนกัน จึงทำให้ดูแลง่าย เข้าใจง่าย เพราะเธอเลี้ยงหนูนามา น่าจะพอเป็นแบบนั้นเพราะเกิดปีชวดเหมือนกัน คงจะมีส่วนคล้ายกันในหลายๆ เรื่อง ปัจจุบัน หนูนาเรียกผมว่า "เตี่ย" แล้ว ดีใจมากครับ

และที่ผมพิมพ์บทความตอนนี้ ก็เพราะว่าเหมือนครบรอบเกือบ 1 ปี ที่อยู่หนูนาก็มีไข้ขึ้นสูง และหมอวอนิจฉัยออกมาแล้ว หนูนา เป็นไข้เลือดออก จึงต้อองนอนยาวหลายวัน ผมจึงตั้งใจว่า ถ้าหนูนาออกจากโรงพยาบาล ผมจะพิมพ์บทความถึง "หนูนา" ให้ได้ เพราะเท่ากับว่า "หนูนาที่เป็นดวงใจ" ของภรรยาผมนั้น ผมได้ผ่านด่านนี้สำเร็จแล้ว แต่ยังมี "แก้วตา" ของภรรยาผมอีกดวง จึงจะครบ "แก้วตา ดวงใจ" 2 คน ที่เธอรักมากี่สุด

ลองตามอ่านกันได้นะครับ ในตอนที่ 4 ว่า "แก้วตา" ของภรรยาผมคือใคร ครับ

167: "เส้นทางคู่ขนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 21: กิจกรรมแบบคนจีนด้วยกัน @58-02-04

สวัสดีครับทุกท่าน บทความชุดนี้ เป็นอีกบทความที่อยากพิมพ์ได้เรื่อยๆ แม้ว่าจะมีเรื่องเครียดแค่ไหนก็ตามโดยเฉพาะเรื่องงาน หากใครผ่อนคลายด้วยการไปเที่ยว แต่สำหรับผมผ่อนคลายและมีความสุขด้วยการพิมพ์บทความถึงเธอ สำหรับตอนนี้ก็ลัดคิวไปตอนที่ 21 เลย เพราะเป็นเรื่องราวหลังแต่งงานอีกกิจกรรมของคนจีน คือ อาม้า (คุณแม่) ไปมีที่พักล่วงหน้า (ฮวงซุ้ย) ที่จังหววัดสระบุรี ดังนั้นหลังทำพิธีก่อสร้างไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นพิธีต่อเนื่องที่ลูกๆ และสะใภ้หรือเขย ต้องไปร่วมพิธีพร้อมเพรียงกัน ห้ามเบี้ยว หรือปฏิเสธ จึงนับได้ว่าเป็นนัดสำคัญมากๆ ทำให้อาม้าดูอิ่มเอมใจอย่างมาก


ใกล้จบพิธีการ ที่พวกเราทุกคนต้องร่วมอธิษฐานขอพร 
และร่วมกันทานอี้ (สีแดง) เพื่อเป็นศิริมงคล


หลังจากนั้นก็ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน
แถวยืน ซ้ายมาขวา (เขย+น้องสาวคนเล็ก+ภรรยา+น้องชายบุญธรรม+น้องสาวคนโต+เขย) 
แถวนั่ง (ผม+อาม้า+อาจารย์ทำพิธี)

กิจกรรมหรือเหตุการณ์นี้ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของเธอ ที่เคยเล่าเรื่องราวถึงความรู้สึกดีๆ กับครอบครัวคนจีน อีกทั้งความเป็นคนจีน มีเชื้อสายจีน ตาตี่ ใส่แว่น ผิวขาว ที่ผมเป็น เป็นต้นทุนเดิมที่มีมาแต่แรกเกิด และคำพูดที่ว่า "พี่มีต้นทุนเดิม" นี้ที่เป็นหนึ่งในหลายเหตุผล ที่ทำให้เราได้มาแต่งงานกัน ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเคยบอกเธอก่อนหน้านี้หรือไม่ว่า ผมมีเชื้อสายจีนแท้ ทั้งจากทางพ่อและแม่ แบบ 100% ถือว่าได้เป็นสะใภ้คนจีนแบบสมบูรณ์ และยิ่งนานวันเธอก็ดูจะเป็นจีนเข้าไปทุกทีๆ ตอนนี้ก็กลายเป็น "อาซ้อเจี๊ยบ" ไปเรียบร้อยแบบไม่รู้ตัวครับ

และผมยังจำคำถามอีกประโยคได้ว่า "คนจีนอดทนไหม" ผมจึงตอบไปว่า "อดทนแน่นอน" ผมจะพยายามประคองครอบครัวใหม่ของผมให้ตลอดรอดฝั่งจนกว่าผมจะตายจากไป เพื่อตอบคำถามเธอด้วยการกระทำ หวังว่าเธอจะได้อ่านบทความตอนนี้ ครับ

166: "เส้นทางคู่ขนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 20: นั่งขัดสมาธิด้วยกัน @58-02-11

สวัสดีครับทุกท่าน ผมกับภรรยาอาจเป็นคู่รักที่มีภาพถ่ายคู่ร่วมกันน้อยมาก เพราะส่วนตัวไม่ค่อยชอบถ่ายภาพร่วมด้วยสักเท่าไหร่ เพราะว่า ผมยังเขินๆ อยู่ อันเนื่องจากผมไม่ค่อยชอบยิ้มเวลาถ่ายภาพสักเท่าไหร่ และส่วนตัวผมก็ยังเคยแปลกใจว่า ทำไมภรรยาถึงไม่ค่อยขอถ่ายภาพร่วมกันสักเท่าไหร่ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงาน จนทำให้ผมมีความรู้สึกว่า หากมีการถ่ายภาพคู่ร่วมกันแล้ว จะเป็นภาพที่สำคัญและมีค่า ทั้งในด้านการจดจำและความรู้สึก


ไม่บ่อยครั้งนักในชีวิตหลังความพิการของผมกว่า 13 ปี ที่ผมจะมีความรู้สึกว่า อยากเป็นคนไม่พิการ เพราะว่าผมได้ผ่านตัวเองและยอมรับความพิการไปนานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่โรงพยาบาล แต่เมื่อประมาณปลายเดือนธันวาคม 2557 หลังแต่งงาน ผมมีธุระสำคัญไปเยี่ยมบ้านพิจิตรของภรรยา (วันนั้นผมใส่เสื้อ Ashoka Fellow ไปด้วย) หลังจากนอนหงายบนตั่งใต้ถุนบ้านของภรรยา เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ก็มีความรู้สึกอยากนั่งขัดสมาธิ เพราะเห็นภรรยากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ (วันนั้นผมเลือกที่จะไม่นั่งรถเข็น) จึงอยากนั่งคู่กันกับภรรยา รวมทั้งอยากถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย

เป็นภาพถ่ายคู่กันที่ดีมากๆ เพราะให้ความรู้สึกเหมือนนผมไม่พิการ และตลอดเวลาที่ผมพยายามดูแลตัวเอง ใส่ใจกับการทำกายภาพบำบัด ทำให้ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายไม่ยึด จึงทำให้ผมสามารถนั่งขัดสมาธิได้ จึงเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมมีความสุข และได้ภาพประทับใจที่ถ่ายคู่กับภรรยา ครับ

เธอทำให้บางห้วงความรู้สึกของผมมีแรงบันดาลใจเล็กๆ ว่า อยากหายจากความพิการครับ

164: "เส้นทางคู่ชนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 19: ศักดิ์เสมอกันไหว้ต่อกัน @58-02-01

สวัสดีครับทุกท่าน แม้ว่าช่วงนี้งานจะเยอะมาก โดยเฉพาะเอกสาร แต่ผมก็จะกลับมาเริ่มพิมพ์บทความให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 บทความ ส่วนจะเป็นบทความด้านใด อยู่ในบล็อกไหนก็เป็นเรื่องของอารมณ์ช่วงนั้น เมื่อวานผมกำลังคัดแยกรูปภาพตามวันที่เพื่อเตรียมไว้สำหรับเขียนบล็อก พบภาพนี้ซึ่งตั้งใจไว้อยู่แล้วว่าจะนำมาเขียนบทความชุด "เส้นทางคู่ชนานที่มาบรรจบกัน" และตัดสินใจตั้งเป็นตอนที่ 19 เลย แล้วค่อยเขียนเชื่อมโยงในภายหลัง สำหรับตอนนี้อาจมีหลายๆ ท่าน ไม่เคยทราบมาก่อน ตัวผมเองกับน้องเจี๊ยบ หลังจากที่คบหากัน ยังรู้สึกแปลกใจกับความเหลือเชื่อถึงความสมพงษ์กันของเราสองคนด้วยเหตุบังเอิญ

ภาพวันแต่งงานที่ใส่แหวนให้กัน แล้วไหว้ต่อกัน
เป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่ดีมากในวันนั้น 25 ธ.ค.57

เช่นว่า หากนับจากปีที่เกิด ตามพรหมชาติ ปีเกิดของผมเป็น "เทวดาผู้ชาย" และน้องเจี๊ยบเป็น "เทวดาผู้หญิง" ดูรายละเอียดของพรหมชาติก็เป็นส่วนหัวพญานาคด้วยกันทั้งคู่ สมพงษ์กันอย่างมาก หากดูที่ปีเกิดชวดกับแพะก็สมพงษ์กัน หากนับวันที่เกิด ดวงของวันของเราก็สมพงษ์กัน อยู่ด้วยกันจะมีทั้งเกียรติและมั่งมี หากนับจากราศีเกิดก็สมพงษ์กันอีกอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข หากดูจากกรุ๊ปเลือดก็ไปด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง กลับมาดูที่ไม่ใช่ดวง เราทั้งสองคนทำงานเพื่อคนส่วนร่วมเหมือนกัน ยึดความถูกต้อง พูดจากตรงๆ ทำให้มีคนไม่ชอบเหมือนกัน เป็นต้น

ยังมีเรื่องบังเอิญอีกหลายๆ เรื่อง ที่สร้างความประทับใจต่อกัน เช่น สิ่งที่ผมเป็นห่วงและปฏิบัติดีต่อคุณเจี๊ยบ มีผู้ชายหลายๆ คนไม่เคยห่วงและปฏิบัติต่อเธอมาก่อน หรือ เมื่อเราสองคนพากันไปพบผู้ใหญ่ให้คำแนะนำมาก็เป็นเรื่องบังเอิญตรงกับชื่อรถที่ใช้อยู่ รถผมชื่อ "เมฆา" ส่วนรถน้องเจี๊ยบชื่อ "วายุ" ซึ่งทั้งสองชื่อผมเป็นคนตั้ง ไปตรงกับคำเปรียบเปรยว่า "ผมเป็นเหมือนเมฆ" และ "เจี๊ยบเปรียบเหมือนลม" เมฆจะไปได้ต้องมีลมหนุนอยู่ใต้เมฆ ที่เปรียบให้เราต้องไปด้วยกัน เราถึงจะเป็นเงาบังแดดและเป็นฝนให้ผู้อื่นที่เราต้องไปช่วยเหลือได้

เรื่องบังเอิญที่แสดงถึงความสมพงษ์ที่มีต่อกัน มีอีกหลายเรื่องมาก เยอะจนผมเองก็เริ่มมีความรู้สึกต่อเธอว่า ไม่คิดว่าจะได้พบเจอ มีสิ่งหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนทัศนคติผมได้จนปัจจุบันผมมีความรู้สึกต่อเจี๊ยบว่า "เราสองคนมีศักดิ์เสมอกัน" แต่นั่นไม่ใช่วุฒิการศึกษา แต่เป็นจิตใจ การกระทำ ความมุ่งมั่น ต่างๆ ที่สอดคล้องกัน มีอุดมการณ์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะทำเพื่อคนอื่นที่มีสายงานต่างกัน แต่สุดท้ายก็มาบรรจบกันจนได้

ขอให้ทุกท่านเป็นกำลังใจให้เราสองคนในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ทั้งเรื่องความรัก และเรื่องการทำงานต่อสู้เพื่อคนผู้อื่นด้วยครับ

163: "เส้นทางคู่ชนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 2: ถ่ายภาพด้วยกันครั้งแรก @58-01-10

สวัสดีครับทุกท่าน หากได้อ่านตอนที่ 1 แล้ว สำหรับตอน 2 เป็นต้นไปผมจะเริ่มย้อนอดีตกลับไป ณ จุดเริ่มต้นที่ได้พบกับภรรยาในวันแรก เป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 พวกเราได้รวมตัวกันเพื่อไปยื่นถอดถอน สส. 310 คน ตามมาตรา 270 ตามรัฐธรรมนูญ ที่มีการผ่าน พรบ.นิรโทษกรรม หลังจบการแถลงข่าว ผมก็อยากถ่ายภาพร่วมกับกลุ่ม "เรากลัวตาย" ตามเสื้อยืดที่เห็นในภาพเลยครับ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย รู้เพียงอยากถ่ายภาพด้วย และเร่งให้น้องผู้ช่วยที่ขับรถ ช่วยเร่งเข็นรถเข็นให้ทัน มาทันที่หน้ารัฐสภาพอดี จึงได้ขอถ่ายภาพหน้าประตูรัฐสภา ส่วนตัวผมชอบภาพประวัติศาสตร์นี้มากๆ ครับ

ผม (เสื้อดำนั่งรถเข็น) ติดกันขวามือ ภรรยา (เสื้อยืดเรากลัวตาย)
ซึ่งตอนนั้นไม่รู้จักกันเลย เมื่อ 15 พ.ย.56 ครับ

นับจากวันนี้นะครับ ผมเริ่มรู้สึกกับเธอแปลกๆ คือ สนใจในบทบาทผู้นำ ชอบท่าทางที่ไม่อยากจะพูดกับเรา (ยังแปลกหน้ากันอยู่) มีความรู้สึกส่วนตัวบางอย่าง ที่อยากรู้เรื่องราวของเธอ เพื่อคิดต่อว่าจะมีอะไรที่ช่วยเหลือได้บ้าง ในฐานะคนที่ต่อสู้ และช่วยเหลือผู้อื่นเหมือนกัน

คำพูดที่พูดกับเธอวันนั้นคือ "มีอะไรที่คนเมืองจะช่วยเหลือได้บ้างครับ"

สำหรับตอนต่อไป จะยังคงนำภาพที่มีโอกาสพบกันกับเธอ อีกหลายครั้ง ซึ่งจะค่อยๆ พัฒนาความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันมากขึ้น (ยังคงย้ำให้ผู้อ่านทุกท่านเข้าใจเช่นเคยนะครับว่า บทความเหล่านี้มาจากมุมมองของผมฝ่ายเดียว และผมจะยังคงรักษาสถานะรักฝ่ายเดียวไปเรื่อยๆ เพราะส่วนตัวคิดเสมอว่า ผมมีหน้าที่รักเธอเท่านั้นครับ)

162: "เส้นทางคู่ชนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 1: จับมือกัน @58-01-08


สวัสดีครับทุกท่าน ที่ได้มีโอกาสเข้ามาอ่านบทความชุด "เส้นทางคู่ขนานที่มาบรรจบกัน" ตอนที่ 1: จับมือกัน สืบเนื่องจากผมได้เห็นภาพประจำบทความ ที่น้องสาวของภรรยาผมได้ถ่ายไว้ ขณะที่เธอนั่งข้างหลังเราสองคนภายในรถ เป็นภาพที่เราสองคนจับมือกัน ผมนั่งด้านซ้ายยื่นมือขวาออกมา ส่วนภรรยาผมเป็นฝ่ายจับมือผมเอง เพราะผมไม่สามารถใช้นิ้วมือทั้งสองข้างได้ ส่วนตัวผมชอบภาพนี้มาก แม้เป็นภาพด้านหลังก็ตาม แต่สามารถสื่อถึงความรู้สึกของเราสองคนได้อย่างลึกซึ้ง ผมจึงขอตั้งชื่อตอนที่ 1 นี้ว่า "จับมือกัน" 

ภาพ "จับมือกัน" เมื่อ 25 ธันวาคม 2557 ภายใน "เมฆา"

สำหรับตอนแรกนี้ นอกจากภาพประทับใจ แล้วผมอยากบอกความรู้สึกที่มีต่อภรรยา ผ่านบทความชุดนี้ ดังนั้นเรื่องราวระหว่างเราสองคน ที่ผมอาจจะเล่าแบบย้อนไปย้อนมา แล้วแต่อารมณ์ที่มี ณ ขณะนั้นๆ ก็จะเป็นตั้งแต่เริ่มพบกันครั้งแรก (15 พฤศจิกายน 2556)  จนถึงวันแต่งงาน (25 ธันวาคม 2557) ทั้งหมด 1 ปี+1 เดือน+10 วัน รวม 405 วันพอดีๆ ครับ มาเริ่มตอนแรกเลยกับความรู้สึกที่เห็นภาพนี้

ผมจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ ที่รักเธอ รู้แต่เร็วมาก เธอเองยังบอกว่าเร็ว เช่นกัน คนรอบข้างทั้งวงใน วงนอก ต่างรู้สึกเช่นกันว่า การที่เราสองคนแต่งงานกัน ทำไมถึงรวดเร็วขนาดนี้ มีสาเหตุมากมาย เต็มไปหมด แต่อาจเป็นเพราะเราสองคนสัมผัสได้ถึงเรื่องราวมากมายที่เราสงองคนเองก็ต่างอธิบายไม่หมด หลายครั้งที่เราต่างฝ่ายต่างก็มีน้ำตาซึมๆ ออกมา ถ้าได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของอีกฝ่าย ขณะกำลังเล่าให้คนอื่นฟัง

ส่วนตัวหากทุกท่าน พอมีเวลา สามารถเข้ามาอ่านบทความชุดนี้ได้นะครับ อาจทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่าง ขนาดตัวผมเองยังมึนๆ ในบางครั้งด้วยซ้ำครับ