Showing posts with label ผู้ทุพพลภาพ. Show all posts
Showing posts with label ผู้ทุพพลภาพ. Show all posts

38 : ไปทำบุญที่ศาลเจ้าจีน หลังตลาด ปากเกร็ด

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมก็จะพาไปดูศาลเจ้าจีน ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า "เหล่าซือกง" ที่ชาวปากเกร็ดเคารพนับถือกันอยู่ ก่อนจะไปชมภาพถ่ายที่เตี่ย (คุณพ่อ) ช่วยถ่ายให้นะครับ คงต้องเริ่มจาก ผมกับม้าไพ และเตี่ย ได้ไปเยี่ยมซินแสที่จังหวัดชัยนาท เพื่อไปปรึกษาเรื่องราวต่างๆ และได้คำแนะนำฬห้มาทำบุญที่ศาลเจ้าจีน ที่มีตู้รับบริจาค และต้องทำบุญด้วยเหรียญบาท 35+2 เหรียญ พร้อมคำอธิษฐาน .....อ่านต่อ



36 : เข้าใจตัวเอง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผมขอนำบทความเก่าที่เคยลงไว้ใน www.winbookclub.com ของคุณวินทร์ เลียววารินทร์ (ที่เขียนบทภาพยนตร์ "จอมสลัด ปืนใหญ่" ครับ) ที่ลิ้งค์ http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=8602

ปรยาสตอรี่ -1 : เข้าใจตัวเอง

ขออนุญาตินำเรื่องราวเก่าๆ มาลงใหม่ เพื่อจัดให้เป็นหมวดหมู่ครับและตอนแรก ครั้งแรกที่เขียนใน winbookclub คือ เข้าใจตัวเอง เนื่องจากเป็นตอน แรกสุดเลย จึงต้องเป็น -1 ครับ

ผมอยากเป็นนักเขียนครับ เพราะหวังว่าจะเป็นแง่คิดให้กับผู้อื่นได้จึงลองเขียนเรื่องสั้นๆ มาให้ช่วยแนะนำครับ .....อ่านต่อ

38 : ไปทำบุญที่ศาลเจ้าจีน หลังตลาด ปากเกร็ด

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมก็จะพาไปดูศาลเจ้าจีน ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า "เหล่าซือกง" ที่ชาวปากเกร็ดเคารพนับถือกันอยู่ ก่อนจะไปชมภาพถ่ายที่เตี่ย (คุณพ่อ) ช่วยถ่ายให้นะครับ คงต้องเริ่มจาก ผมกับม้าไพ และเตี่ย ได้ไปเยี่ยมซินแสที่จังหวัดชัยนาท เพื่อไปปรึกษาเรื่องราวต่างๆ และได้คำแนะนำฬห้มาทำบุญที่ศาลเจ้าจีน ที่มีตู้รับบริจาค และต้องทำบุญด้วยเหรียญบาท 35+2 เหรียญ พร้อมคำอธิษฐาน
เมื่อวันที่ 9/12/08 จึงได้ไปที่ศาลเจ้าจีน ที่ตลาดเช้า ท่าน้ำปากเกร็ด นี่ก็เป็นภาพด้านหน้าศาลเจ้านะครับ

ภาพนี้เป็นเทพเจ้าทั้ง 5 องค์ ซึ่งผมฝก็สอบถามจากคนที่อยู่ประจำศาลเจ้า เขาบอกว่า เรียกว่า "เหล่าซือกง" และผมก็ขอประวัติศาลเจ้าที่เป็นเอกสารก็ปรากฏว่าไม่มีครับ จึงไม่มีประวัติที่ถูกต้องมาบอกเพื่อนๆ ครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ

หลังอธิษฐาน และทำบุญหยอดเหรียญบาท 35+2 เหรียญ แล้ว
ก็ขออนุญาตเหล่าซือกงถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกครับ

พอดีว่า เจ้ายุ่ง ลูกน้องชายมาด้วยครับ เลยขอถ่ายภาพคู่กันมาฦากด้วยครับ
พอดีว่า เจ้ายุ่งเป็นลูกบุญธรรมผมด้วยครับ


อันนี้เป็นภาพถ่ายมุมกว้างของภายในศาลเจ้านะครับ ก็ค่อนข้างกว้างขวางนะครับ

ด้านข้างศาลเจ้าด้านซ้ายมือ ก็มีอีกศาล เล็กๆ ศาลหนึ่ง
แต่ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นเทพองค์ใด มองเห็นมีเซียมซีด้วยครับ
ครับ บทความคราวน้ ก็ไม่มีอะไรมาก คือ ผมและครอบครัว มาทำบุญด้วยความเชื่อส่วนบุคคล และก็เพื่อความสบายใจร่วมกันครับ เพื่อให้มั่นใจในการตัดสินใจทำงานต่างๆ ครับ
ผมอยากให้ข้อมูลไว้กับเพื่อนๆ นะครับ เกิดมีคนทักทายมาว่า ต้องทำบุญทใ "ศาลเจ้าจีน" แล้วนึกไม่ออกว่าต้องไปที่ไหน ก็มาที่นี่ได้เลย ท่าน้ำปากเกร็ด จากห้าแยกปากเกร็ด ตรงเข้ามาที่ท่าน้ำ หาที่จอดรถตรงเกาะกลางใต้สะพานพระราม 4 แล้วเข้าไปในตลาดตอนเช้า ถามเอาจากคนแถวท่าน้ำก็ได้นะครับ ถามทางมาเรื่อยๆ เดินมาทางท้ายตลาด พอสุดท้ายตลาด ก็จะพบกับศาลเจ้าจีนเลยครับ ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่ค่อนข้างใหญ่เลยนะครับ น่าจะอยู่บนเนื้อที่เกือบ 3-4 ไร่ได้ครับ
ขอบคุณครับ
23/12/2551

36 : เข้าใจตัวเอง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผมขอนำบทความเก่าที่เคยลงไว้ใน www.winbookclub.com ของคุณวินทร์ เลียววารินทร์ (ที่เขียนบทภาพยนตร์ "จอมสลัด ปืนใหญ่" ครับ) ที่ลิ้งค์ http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=8602

ปรยาสตอรี่ -1 : เข้าใจตัวเอง

ขออนุญาตินำเรื่องราวเก่าๆ มาลงใหม่ เพื่อจัดให้เป็นหมวดหมู่ครับและตอนแรก ครั้งแรกที่เขียนใน winbookclub คือ เข้าใจตัวเอง เนื่องจากเป็นตอน แรกสุดเลย จึงต้องเป็น -1 ครับ

ผมอยากเป็นนักเขียนครับ เพราะหวังว่าจะเป็นแง่คิดให้กับผู้อื่นได้จึงลองเขียนเรื่องสั้นๆ มาให้ช่วยแนะนำครับ

เข้าใจตัวเอง

ในอดีต ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวเองซักเท่าไหร่ผมมักจะทำงานจนกลับดึก 3 ทุ่ม ทุกวัน จนสำนักงานต้องออกกฏ ให้อยู่ได้แค่ 6 โมงเย็น

มีความคิดเพียงอยากจะเรียนรู้มากๆ ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงาน จนเพื่อนว่าบ้างาน

(ผมเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ) ผมมักจะขับรถเปลี่ยนเส้นทางบ่อยๆ ทั้งในเวลางานเมื่อไปพบลูกค้า และกลับบ้าน

มีความคิดเพียงว่า ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรบนท้องถนน เราก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ทันที

ผมเลือกที่จะเป็น วิศวกรขาย มากกว่าจะเป็น วิศวกรโรงงาน ทั้งๆที่กำลังจะได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ มีความคิดเพียงว่า ถ้าทำงานในโรงงานแล้วจะประสบความสำเร็จช้าเพราะต้องขึ้นกับหลายฝ่าย แต่การทำงานขาย ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นสำคัญน่าจะประสบความสำเร็จเร็วกว่า

ผมวางแผนชีวิตว่า จะต้องมีบริษัทเป็นของตัวเองตอนอายุ 30 ปีและเลิกทำงานตอนอายุ 40 ปี

เพราะอยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุดคือ เป็นวิทยากรหรือ เป็นครู เพื่อให้ความรู้กับผู้อื่น

ผมเป็นคนง่ายๆ สบาย ไม่เรื่องมาก มักให้ผู้อื่นเลือกก่อนเสมอ และก็แค่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เหลือ เพราะคิดว่า เหมือนเป็นการฝึกตัวเอง ให้ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปและอยู่กับสิ่งนั้น เหตุการณ์นั้นๆ ให้ได้

ผมมักถูกแฟนอันเป็นที่รัก ถามว่า "ทำไมผมถึงทำอะไรให้เธอมากอย่างนี้"ผมตอบเธอทุกครั้งที่ถาม และบางครั้งอยู่เฉยๆ ก็พูด" ผมอยากทำทุกอย่างสำหรับเธอให้ดีที่สุด และถ้าวันไหนทำไม่ได้ ขอให้เข้าใจว่า อยากทำให้ แต่ทำไม่ได้จริงๆ"เพราะผมคิดเสมอว่า น่าจะเจอเธอเร็วกว่านี้ จะได้เป็นคนรักของเธอเร็วกว่านี้จะได้ปฏิบัติสิ่งดีๆให้เธอเร็วกว่านี้

ความรู้สึกแบบนี้ เกิดขึ้นกับผมตลอดเวลา รวมถึงการทำงาน การดำเนินชีวิต ต้องรีบรู้สึกว่าเวลามีน้อย ต้องรีบหาความรู้ตลอดเวลา ต้องเข้าใจในสิ่งที่ทำอย่างถ่องแท้ทำงานด้านการตลาดก็ต้องไปพบลูกค้า แต่ทำไมชอบคิดว่า น่าจะปิดการขายทางโทรศัพท์โดยไม่ต้องไปพบ หรือไปให้น้อยที่สุด

และแล้ว ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2544 ผมก็ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันผมรถคว่ำ ตัวลอยออกมานอกรถทั้งๆที่รัด เซฟตี้เบลท์ ทำให้กระดูกคอหักทำให้ผมต้องเปลี่ยนสถานะจาก คนปกติ เป็น คนทุกพลภาพถาวร

ทำให้ผมเข้าใจตัวเองทันทีว่า ตลอดเวลาความรู้สึกแปลกๆ กับตัวผม เพราะร่างกายและสัญชาติญาณของผมรู้อนาคตนี่เอง ทำให้สิ่งต่างๆ ที่ทำมาโดยตลอด เตรียมพร้อมสำหรับสถานะใหม่ สถานะซึ่งต้องเพรียบพร้อมไปด้วย สติ ประสบการณ์ ความเข้มแข็งกำลังใจจากคนรอบข้าง ครอบครัว คนรัก เพื่อที่จะอยู่รอด ในสถานการณ์เมืองไทยปัจจุบันที่แม้แต่คนปกติยังลำบาก

ขอบคุณตัวเอง ที่มีการเตรียมตัว
ขอบคุณครับ
ปรยา
7/11/08

33 : ชีวิตคนไทย กับขวัญกำลังใจ ด้วยการบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ผมคิดว่าเรื่องการบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอในสิ่งสมหวังต่างๆ สำหรับคนไทยนั้นอาจจะเกิดได้กับทุกๆ คนเพียงแต่ว่าจะขอกันจนเป็นเรื่องเป็นราว มากมาย ใหญ่โต หรือเล็กน้อย แค่ไหนก็แล้วแต่บุคคล แต่บางคนก็อาจจะแค่ขอ แบบนึกๆ เอาเอง และก็แค่ตั้งใจไปนมัสการเท่านั้น

เรื่องราวในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ผ่านมาเนิ่นนานมากแล้ว ผมเคยบนดอกกุหลายสีแดง จำนวน 13,999 ดอกไว้กับ "เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์" ที่พระรูปตรงโรงเรียนพาณิชย์พระนคร ซึ่งคราวนี้ ผมจะไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไปอีกแล้ว เมื่อทุกอย่างลงตัวเหมาะสม ตามเวลานัดหมายกับร้านขายดอกไม้ (จากปากคลองตลาด) ตี 5 ครึ่งถึง 6 โมงเช้า (หลังจากที่แกหลงไปที่พระบรมรูปทรงม้าแทนครับ) และที่ต้องนัดกันซะเช้าขนาดนี้ เพราะว่าต้องหลีกเลี่ยงรถติด จากการนัดชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรครับ

แต่ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องต่อ ผมขออนุญาติเชื่อมลิ้งค์พระประวัติ ของท่านให้ได้อ่านกันครับ


ภาพถ่ายนี้ เตี่ยอำนวยถ่ายให้ครับ เป็นพระรูป อนุสาวรีย์ที่อยู่บริเวณหัวมุมถนนติดกับ พาณิชย์การพระนคร สถานที่รอบๆ พระรูปของท่าน ก็มีการปรับปรุงใหม่หมด จากที่ผมเคยไปหาท่านเมื่อเกือบ 8-9 ปีก่อน และตอนนี้ดอกกุหลาบก็ถูกขนย้ายจากด้านข้างมาครบแล้ว พร้อมที่จะแก้บน ซึ่งม้าไพก็บอกว่า การแก้บนต้องก่อนเที่ยง (ในกรณีที่เป็นของกิน แต่ถ้าเป็นดอกไม้ก็ได้ทั้งวันครับ) และต้องไม่ใช่วันพระกับวันพุธ


ตอนแรกพวกเรากะว่าจะแกะกระดาษหนังสือพิมพ์ออก แต่พอคิดอีกที จะเป็นการทำให้ผู้ดูแลยุ่งยาก ต้องมาทำความสะอาดอีกวุ่นวาย จึงทำเท่าที่ทำได้ในการแกะหนังสือพิมพ์ เช่น ไปใส่ไว้ในแจกันสีขาวด้านหลังพระรูป และเอาไปใสในถังพลาสติก (เป็นจำนวนที่เราสั่งเกินไว้ครับ) ที่จุดตู้รับบริจาค ที่จะมีบริการให้หยิบดอกกุหลาบ ธูป เทียน

และเราก็เรียงดอกกุหลายให้ท่านชมนะครับ ดังนั้นเวลามองไปจะเห็นเหมือนแค่ เป็ดมัดๆ มีหนังสือพิมพ์ห่อไว้เท่านั้น สุดท้ายก็หวังว่าจะมีคนมาลาท่าน เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อไป


ได้เวลากลับแล้ว จึงขอถ่ายรูปกับแม่ค้า (ชุดเขียว) และหลาน (ชุดแดง) ของแก ที่ขับรถมาส่ง ไว้เป็นที่ระลึก



อีกรูปครับ ให้หลานแกถ่ายให้ พอแก้บนเสร็จ

สิ่งแรกที่ได้เลยนะครับ คือความสบายใจ สุขใจ ที่ได้ทำตามที่เคยบนไว้ จากนี้ไปผมคงไม่บนอะไรที่ดูเป็นเรื่องราวขนาดนี้แล้วละครับ พยายามแก้นิสัยส่วนนี้อยู่ อาจจะมีบ้าง เวลาที่เรารู้สึกว่าต้องการกำลังใจเป็นพิเศษก็อาจจะมีบ้างครั้ง ที่นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ตั้งใจไปนมัสการแทนครับ และก็คงทำบุญที่สถานที่ตามสมควรครับ

ก่อนจะจบบทความ ก็อยากจะกล่าวถึงคำสอนของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ที่กล่าวไว้ในลักษณะที่ว่า อย่าบนบารสารกล่าว บุญบารมีของเรามีไม่พอ ก็ต้องมาบน คนเราต้องสร้างบุญ บารมีด้วยตนเอง ครับ หวังว่าบทความของผมคราวนี้คงเป็นกรณีศึกษาให้กับเพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ในหลายมุมมองนะครับ

ขอบคุณครับ
ปรยา
7/6/2551

32 : โปรแกรมชีวิต

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ อาจจะไม่ค่อยยาวเท่าไหร่ ผมต้องรีบพิมพ์ออกมาให้ทันกับความคิด ไอย่างนั้น มันอาจจะเลยผ่านไป เช่นหลายๆ เรื่องที่ผมไม่ทันได้บันทึกไว้



ล่าสุดที่ผมได้ออกไปข้างนอกมา เพื่อที่จะไปที่ธนาคารแถวเตาปูน มีเรื่องราวผ่านมาในสมองผมมากมายเหมือนทุกวัน ประกอบกับปัจจุบันผมมีคอมพิวเตอร์เป็นคู่รักไปซะแล้ว ผมต้องจ้องมองด้วยความตั้งใจตลอดทั้งวันเกือบ 15-16 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นผู้หญิง ก็คงจะมองจนอายม้วนไปเลย



ระหว่างที่เดินทางกลับมาที่บ้าน ผมก็สังเกตุไปที่ท้องถนน เห็นรถจอด รถหยุด แซงกัน ขับเร็ว ขับช้า ส่วนผู้คนก็เดินกันขวักไขว่ไปมา บ้างหยุด บ้างวิ่ง มีเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย ผู้เพศไม่ตรง เห็นมอเตอร์ไซค์ จักรยาน ต้นไม้กำลังไหว ลมพัดถุงพลาสติกลอย



เห็นอะไรต่างๆ มากมาย จนดูจะยุ่งเหยิง วุ่นวาย มากมาย

จนต้องพักสายตาด้วยการหลับตา

และเหมือนว่าผมจะจมลึกเข้าไปในทุกสิ่ง ทุกอย่าง

ที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เพียงเสี้ยววินาที





ผมลืมตาขึ้น ถามตัวเองว่า "ทำไมถึงเป็นไปอย่างนี้"

ทุกอย่างดูจะสัมพันธ์กันหมดทุกอย่าง

ทุกอย่างลงตัวไปหมด ความพอดีที่ลงตัว

ความวุ่นวายที่ดูลงตัว



ผลของการที่เราทำสิ่งใด ณ เวลาหนึ่ง

ย่อมมีผลกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล

แต่บางครั้งอาจมีปัจจัยเสริม ที่ทำให้เกิดผลอีกอย่างหนึ่ง

ดูเหมือนมีทางเลือก

แต่ก็ดูเหมือนถูกกำหนด

ถูกกำหนดในหลายทางเรื่อง



ช่างเหมือนโปรแกรมสำเร็จรูป ในคอมพิวเตอร์

ที่สามารถตอบโจทย์เราได้อย่างน่าทึ่ง เสียจริงๆ

เสี้ยววินาทีนั้นเอง ในความคิดของผม

ดูทุกอย่างเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม

ชีวิตของผมอาจถูกกำหนดไว้แล้ว ใน "โปรแกรมชีวิต"

" โปรแกรมชีวิต ปรีดา ลิ้มนนทกุล "

31 : ความจริงของทาน ศีล ภาวนา ในมุมมองของข้าพเจ้า

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน บทความนี้ดูจะธรรมะนิดๆ แต่ก็ไม่เชิงนะครับ ตัวผมนับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ค่อยจะเอาอ่าวสักเท่าไหร่ ไม่รู้พิธีกรรม หรือหลักคำสอนอะไรมากๆ แต่ก็คิดว่าในบางเรื่องน่าจะเข้าใจเป็นอย่างดี อย่างเช่นในบทความครั้งนี้ ผมตั้งชื่อว่า "ความจริงของทาน ศีล ภาวนา ในมุมมองของข้าพเจ้า" ครับ ซึ่งถือว่าต่อเนื่องมาจาก บทความที่ 29 : ครั้งแรกในชีวิตของผม ในการไปทำบุญโรงทาน

อย่างที่บอกครับว่า ผมเห็นอะไรบางอย่างของความเป็นจริง ของทาน ศีล ภาวนา จากการไปทำบุญโรงทาน ที่วัดหนองทาระภู ผมเคยได้ยิน และได้รับการสั่งสอนมาว่า การเจริญภาวนานั้นได้บุญมากกว่า การถือศีล และการถือศีลก็ได้บุญสูงกว่า การให้ทาน สงสัยคงจะเป็นจริงแน่นอน

ระหว่างที่ผมนั่งบนรถเข็น ผมช่วยอะไรม้าไพกับเตี่ย ไม่ค่อยได้มาก นอกจากพยายามดูแลตัวเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว ผมคอยถ่ายรูปเท่าที่ทำได้ คอยเอากระดาษปิดอุปกรณ์ต่างๆ เพราะแมลงวันเยอะ คอยบอกผู้มาทานอาหารว่า "หยิบผลไม้ฟรีครับ ไม่คิดตังค์"

ระหว่างที่ทุกคนทยอยมาหยิบผลไม้ไป ผมก็สังเกตุเห็นคน 2 ประเภท ประเภทแรกคือ มาหยิบผลไม้เพื่อไปทานและน่าจะทานหมดในงาน คือไม่ได้พกกลับบ้านด้วย หรือกินแต่พอดี แต่อาจจะสำหรับคนเดียว หรืออาจจะมาเป็นกลุ่ม เป็นครอบครัว

อีกประเภทคือ มาหลายรอบ มาถี่ๆ คือถี่มากๆ เอาไปเก็บซะเต็มถุงเลย ไม่ใช่ถุงเดียว หลายถุงด้วย เพราะผมมองตามไปถึงโต๊ะเลย (แนะนำว่า ถ้าจะอ่านบทความนี้ให้เข้าใจ และเห็นภาพ ควรกลับไปอ่าน
บทความที่ 29 ก่อนนะครับ) แล้วน่าเกลียดมากๆ ครับ คือที่นั่งอยู่กับโต๊ะและเก็บผลไม้ รวมถึงอาหารจากร้านอื่นๆ จะเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเด็กเล็ๆ น่าจะแค่ 5-8 ขวบ จะเดินมาคอยหยิบ แต่งตัวมอมแมม แต่ไม่สกปรกอะไรมากมายนะครับ ก็คือประสาเด็กๆ ทำแบบนี้หลายกลุ่มมาก และก็มีบางคนที่มาหยิบเป็นผู้ใหญ่ก็มี แต่น้อย แค่ 2-3 คน แต่เด็กนี่สิ เกือบๆ 15 คนได้ มีอยู่ 3 คนที่มาบ่อยถึง 20-30 รอบ (พอดีผมว่างจัด เลยนั่งนับเอาไว้)

เป็นอย่างไรครับเพื่อนๆ ผมไปทำบุญกับม้าไพ และเตี่ยนะครับ แต่ตัวผมเองก็เริ่มคิดแล้วครับ ว่าคนเหล่านี้เอาเปรียบคนอื่น แทนที่จะแบ่งให้คนอื่นบ้าง ก็เอาไปเก็บไว้กับตัวเอง คือ มันคิดนอกเหนือจากการจะไปทำบุญแล้วทำให้จจิตใจสบาย มีความสุข และก็จำเป็นต้องพูดบางประโยคบ้าง เช่น

" ลิ้นจี่ หยิบได้แค่คนละพวงนะครับ แบ่งให้คนอื่นบ้างนะครับ "
" น้องหยิบบ่อยมากๆ เลย แบ่งคนอื่นบ้างนะ "
" อย่าใส่ถุงเลยครับ ให้หยิบไปก็พอครับ แบ่งคนอื่นบ้างนะครับ "

จนผมต้องปรึกษากับม้าไพและเตี่ยว่า เอายังไงดี ม้าไพและเตี่ยก็ให้คำตอบว่า "ช่างเขา เขาไม่มีกิน นานๆ ครั้ง ปล่อยเขาไป" ความรู้สึกของผมก็ดูจะปล่อยวางมากขึ้น สบายใจมากขึ้น เพียงแต่ว่า ความถูกต้องก็ยังคงต้องมีอยู่ในสังคมบ้าง คำพูดผมเปลี่ยนไปนิดหน่อย

" น้องมาหยิบบ่อยๆ ได้นะ พี่ไม่ว่า แต่อย่าเอาถุงมาใส่เลย "
" เอาไปเยอะๆ หลายถุง กินให้หมดนะครับ อย่าเอาไปทิ้ง "
" กินให้หมดนะครับ เสียดายนะครับ "

บางที่เตี่ยก็หยอกกับคนที่มาหยิบว่า " ลิ้นจี่พวงเดียวหยิบฟรี ถ้า 2 พวง 20 บาทนะ "
ส่วนม้าไพ ก็แซวว่า " ถ้าใครศิษย์ปู่ หยิบฟรี ถ้าไม่ใช่ 20 บาท "

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่มีคนมาบอกว่า มีใครก็ไม่รู้เอาฝรั่งไปเททิ้ง แล้วเอาถุงพลาสติกไปใส่กับข้าว ทำให้ม้าไพ มีโมโหเหมือนกัน ถึงกับต้องถามผู้ใหญ่บางคน และเด็กๆ ที่หยิบเยอะๆ ว่า " เอาถุงไปใส่กับข้าวรึเปล่า อย่าทิ้งนะ ตั้งใจเอามาให้กิน ของมันแพง "

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับการ " ให้ทาน " ดูมันจะมีทุกอารมณ์เลยครับ ทั้งยินดี สบายใจ มีความสุข โมโห ต้องตักเตือน ต้องคิดทั้งเชิงบวก เชิงลบ ต้องขอร้องให้หลายๆ คนมาช่วยงาน ต้องขอบคุณ มีคนอยากได้ก็ต้องออกปากขอ มีผู้ให้ มีผู้รับ มีสงสาร มีการเอาเปรียบ มีความอยากได้ มีอีกหลากหลายอารมณ์ ที่มากมาย เกิดขึ้นภายใน 1 วัน มันเป็นสังคมเล็กๆ (หลักพันคนได้)

ผมคิดว่า มันก็วุ่นวายเหมือนกันนะครับ มันดูไม่สงบเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับการถือศีล หรือนั่งทำสมาธิ การให้ทาน ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ เกิดการให้ การรับ เกิดความคิด เกิดการเวียนว่ายของเวรกรรมต่างๆ ที่อาจจะเชื่อมโยงให้นำไปสู่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ เช่น คนกินข้าวในโรงทานเสร็จ ก็ต้องมีเศษอาหาร อาจเอาไปให้สุนัขกินอีกต่อหนึ่ง มีคนต้องมาล้างจาน คนนั้นอาจจะเจ็บป่วยอยู่ หรืออีกคนที่ล้างจานบ้านอยู่ไกล มาช่วยด้วยแรง อยากทำบุญ ทำให้กลับบ้านเย็นมาก ลูกหิวข้าว สามีโมโห ทะเลาะวิวาทกัน หรืออีกคนอาจจะเกิดอุบัติเหตุตอนกลับบ้าน ทำให้กลายเป็นคนพิการไป เยอะแยะที่จะเป็นไปได้ เป็นต้น

ผมเริ่มพอจะเข้าใจด้วยตัวเองแล้วว่า ทำไมการให้ทานนั้นถึงนับได้ว่าได้บุญน้อยที่สุด ในที่นี้ผมคง
ยังไม่มีความรู้มากพอเกี่ยวกับการถือศีล แต่อยากจะข้ามไปยัง การทำสมาธิ (รวมถึงเจริญภาวนาด้วย) น่าจะโอเคสุด เพราะเมื่อเรานิ่งเท่าไหร่ สงบเมื่อไหร่ ก็เหมือนเราหยุดการสร้างโอกาสในการสร้างเวรกรรมต่างๆ ซึ่งจะนำพาไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดต่อไปครับ (ความเข้าใจของผมคนเดียว)

บทความต่อไป ยังคงเกี่ยวข้องกับธรรมะ และ
การไปทำบุญโรงทาน เหมือนเดิม ซึ่งทำให้ผมมีมุมมองที่แตกต่างเรื่อง " พยายามทำบุญ จนเดือดร้อน บาปจริงหรือ " ลองติดตามกันนะครับ

ขอบคุณครับ
ปรยา
14/5/2551

30 : ความรู้สึกดีๆ กับการออกบูธ CO.2gather Fair

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ผมอาจจะนำบทความนี้มานำเสนอช้าไปนิด เพราะรอรวบรวมภาพถ่ายจากหลายกล้องครับ พอได้ครบก็รีบเขียนบทความทันที ตามหัวข้อครับ เกี่ยวข้องกับงาน CO.2gather Fair ศูนย์ประชุมแห่ชาติ สิริกิตต์ เมื่อวันที่ 2-4 พฤษภาคม พ.ศ.2551
เราได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยคุณธนะชัย สันติชัยกูล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในการให้ออกบูธโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์ BIZ WEEK (ซึ่งรับประจำทุกสัปดาห์) ก่อนที่จะถึงวันงานประมาณ 2 สัปดาห์ จึงอยากจะลองนำเสนอแนวคิดในการ "รักษ์สังคม" ที่ทางบริษัท PWDOM จำกัด ดำเนินการอยู่ในการหางานให้ผู้พิการ โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต พร้อมกับซอฟแวร์-โปรแกรม ที่มีการพัฒนาสำหรับสมาชิกผู้พิการโดยเฉพาะ เผื่อว่าทาง "เนชั่นกรุ๊ป" จะสนใจให้ออกบูธ (แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากทางเราไม่มีงบประมาณในส่วนนี้)
และแล้ว ก็เป็นจริง ผมได้รับการติดต่อจากคุณธนิวรรณ ว่าเราได้ออกบูธ ผมรู้สึกดีใจมากครับ จากนั้นก็รีบเตรียมการเลยครับ จนได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ที่จะมาติดตั้ง มาแสดงให้ผู้เยี่ยมชม (Visitor) รวมถึงเอกสารต่างๆ ในการประชาสัมพันธ์โครงการ Telesale จาก Hutch และ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (พก.)

สัญลักษณ์งาน CO.2gather Fair

ก่อนวันงาน 1 วัน ผม ผึ้ง ม้าไพ และทาง พก. คือพี่แอ๊ด (ผอ.สุธิดา) และเจ้าหน้าที่อีก 3 ท่าน มาช่วยกันดูสถานที่ฃ่าเราควรจะจัดกันอย่างไร และเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ มากันเลย และก็ลองจัดบูธกันดู งานนี้ค่อนข้างฉุกละหุกไปนิด จึงจัดเอาตามอรรถภาพ เท่าที่มีอุปกรณ์ อาจจะดูโล่งไปบ้าง แต่ถ้าได้ประโยชน์กับสังคม สักนิดก็ยังดีครับ คิดแค่นี้ก็มีกำลังใจแล้วครับ


นี่แหละครับ ลักษณะบูธที่จัดเสร็จ ก็อาจจะดูโล่งอย่างที่ว่า เพราะเราไม่ได้ขายสินค้า แต่ว่าขายแนวคิด ลองสู้ๆ ดูครับ ต้องมีผู้เยี่ยมชมเป็นเจ้าของ หรือระดับผู้บริหารของสถานประกอบการบ้างละครับ และก็คงจะมีคนที่มีญาติเป็นผู้พิการบ้างเช่นกัน จะได้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายครับ


เหมือนเดิมครับ ผมไปที่ไหน ก็จะมี ผึ้ง-อณุวรรณ์ และม้าไพ ไปด้วยตลอด แท็คทีมกันครับ


เริ่มด้วยการแนะนำบูธติดกันทางด้านซ้าย (ถ้ามองเข้าหาบูธ) เป็นของบางจาก เก๋มากเลยครับ ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำบูธ แต่มีเอกสารและคัทเอาท์ต่างๆ แสดงให้ชมครับ

ส่วนทางด้านขวา เป็นบูธที่น่าสนใจมากครับ เป็นของ สำนักพิมพ์ไปทำไม (เป็นไงครับ แค่ชื่อก็เท่ห์แล้วครับ ไม่เหมือนใคร) สนพ.ไปทำไม นั้นมีจุดยืนมากๆ ในการ "รักษ์สิงแวดล้อม" คือหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ทั้งหมด จะเป็นกระดาษรีไซเคิล (เจ๋งมากๆ ครับ) มีการ์ดขาย 3 ใบ 10 บาท และยืนราคานี้มาเป็น 10 ปีแล้ว
ส่วนตัวผมได้มีโอกาสรู้จักกับ คุณชุมพล ที่เป็นเจ้าของ สนพ. จากการที่คุณชุมพลให้ยืมเครื่องยิงลูกแม็กที่เราไม่มี คุยไปคุยมา คุณชุมพลยังให้หนงสือผมมาอีก 3 เล่ม พร้อมสมุดจดกระดาษรีไซเคิล แถมวาดรูปผเป็นที่ระลึกบนหน้าปกด้วยครับ และผมคิดว่าคงได้มีโอกาสร่วมงานกันในอนาคต เพราะผมชอบแนวทางเชิงอุดมคติ ในการทำงานของแกซะแล้ว

ต่อไปเป็นบูธตรงข้มเยื้องไปทางซ้าย (ถ้ามองออกจากบูธ) เป็นของ AIS ซึ่งนำเสนอเรื่อง Green Network


ลักษณะบูธก็เน้นสบายๆ มี pritty คอยประชาสัมพันธ์ที่บูธ 2 คน และเจ้าหน้าที่อีก 3 คนดูแล


Concept ของบูธก็เป็นการนำเสนอว่า AIS มีอะไรบ้างที่ทำเพื่อรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น ระบบสถานีฐานที่ใช้ระบบแสงอาทิตย์, E-Statement, บัตรเติมเงินที่ใช้กระดาษรีไซเคิล เป็นต้น


และมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นระยะๆ เพื่อเรียกผู้ชมเข้ามาดูบูธ

ทางด้านขวาของบูธ ถ้ามองออกจากบูธ จะเป็นเวทีย่อยของงาน CO.2gather Fair ที่มีการจัดโปรแกรมให้กลุ่มหรือมูลนิธิ NGO ต่างๆ มาแสดง มาอธิบาย มานำเสนอผลงาน หรือแนวทาง แนวคิด ที่ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม ผมพยายามนำภาพมาให้ดูกัน แต่ไม่ครบนะครับ เพราะบางช่วงเวลา ทางเราก็ไม่ว่างเหมือนกัน เพราะมีคนสนใจบูธเราพอสมควรครับ


งั้นผมก็ขอกล่าวถึงเฉพาะที่มีรูปมาโชว์ละกันนะครับ อย่างในภาพนี้น่าจะเป็น การแสดงถึงเจ้ากระต่ายน้อย ที่ต้องการจะนอน เพราะนอนไม่หลับ จากมูลนิธิเด็ก ครับ

ส่วนกิจกรรมนี้น่าจะเป็นการร้องเพลงของชมรมคนรักดนตรี หรือร้องเพลง ผมก็จำไม่ได้ และน่าจะเป็นพนักงานของเครือเนชั่นเอง

กิจกรรมนี้ ผมจำได้เลยเป็นของชมรมดูนก ทำให้ผมมีความรู้ขึ้นมาบ้าง เกี่ยวกับเรื่องที่ไกลตัวพอสมควร

ส่วนการสัมภาษณ์คุณฮาร์ด และ บก.นสพ.เดลินิวส์ เกี่ยวกับการขี่จักรยานไปทำงาน ว่าทำไมถึงมาใช้จักรยาน ดูจะเป็นที่สนใจพอสมควร และทั้ง 2 ท่านก็แต่งตัวดูสบายๆ ตามคอนเซ็ปงานด้วยครับ จริงๆ แล้วผมขอคุณฮาร์ดถ่ายรูปด้วย แต่ว่าเอามาโชว์ไม่ได้ เพราะดันกดผิดเป็น clip VDO ครับ (ต้องขอโทษด้วย)


ผมลองนำภาพบรรยากาศในงานมาให้ดูละกันนะครับ เผื่อคนที่ไม่ได้ไปครับ งั้นภาพนี้เป็น "บูธในงาน 1" ละกันนะครับ


"บูธในงาน 2"


"บูธในงาน 3"

"บูธในงาน 4"


"บูธในงาน 5"


"บูธในงาน 6"


"บูธในงาน 7"


"บูธในงาน 8"

"บูธในงาน 9"


"บูธในงาน 10"


ส่วนบูธนี้เป็นบูธของกลุ่ม NGO ครับ


นี่ก็อีกบูธของกลุ่ม NGO ครับ รู้สึกกำลังแจกน้ำพริกฟรี คนเลยรุมกินโต๊ะครับ


และแล้วสิ่งที่คาดหวัง ก็เป็นความจริง ในภาพเป็นผู้จัดการของกลุ่ม GreenPeace ในไทย ที่มีน้องชายเป็นผู้พิการภายหลังคล้ายผม จึงสนใจเป็นพิเศษ และอยากเอาไปเล่าให้น้องชายฟังครับ

คุณพี่ท่านนี้ เข้ามาสอบถามรายละเอียดโครงการอย่างสนใจ และนำเสนอบางมุมมองเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่มีความสามารถ ก็อยากมีงานทำเช่นกัน ซึ่งส่วนตัวผมแล้วถือว่าดีมากๆ เพราะไม่เคยคิดเรื่องนี้ เป็นอีกมิติที่น่าสนใจ ผมขอเก็บข้อมูลไว้ในสมองก่อน


ในวันที่ 2 คือวันเสาร์ที่ 3/5/2551 ท่านผู้ช่วยฯ สุนีย์ (ที่ 2 จากซ้าย) และ ผอ.สุธิดา (ซ้ายมือสุด) ก็ได้แวะมาเยี่ยมที่บูธ ผมจึงได้มีโอกาส present โปรแกรมปฏิบัติการให้ท่านได้ดูครับ


ในภาพเป็น อาจารย์ธีระ ซึ่งเคยเป็นเจ้านายเก่าของผมเอง ในสมัยที่พวกเรายังอยู่ที่ บริษัท Berli Jucker จำกัด (มหาชน) เท่ากับว่า ผ่านมา 15 ปีแล้วครับ สัมพันธภาพ ยังคงเหนียวแน่นกันเหมือนเดิมครับ ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่มาเยี่ยมด้วยนะครับ ยังไม่ทิ้งกัน แม้ผมจะกลายเป็นผู้ทุพพลภาพแล้ว

ลืมซะสนิทเลย คนขวาสุดนั่น คือสมาชิกผู้พิการ ชื่อทรงวิทย์ หรือ โหงวสุดหล่อ (หล่อจริงๆ นะครับ) ของบริษัทฯ เราเองครับ


ภาพนี้ให้ดูกันชัดๆ อีกทีครับ


ภาพนี้ก็ได้ อาจารย์ธีระ ช่วยถ่ายให้ครับ เพื่อเป็นที่ระลึก ว่าพวกเราทั้ง 4 คนได้มาปฏิบัติหน้าที่ ในการร่วมกันช่วยนำเสนอแนวคิดใหม่ ในการหางานให้ผู้พิการ จากสถานประกอบการ มาถึงตรงนี้ ผมขอขอบคุณน้องโหงวเป็นพิเศษ ที่ได้สละเวลามาเป็นนายแบบ ทดลองวิธีการทำงานให้ผู้สนใจ ได้เข้ามาชมกัน และยังคอยช่วยอธิบายโปรแกรมให้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบพระคุณทาง บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นอย่างสูงอีกครั้ง ที่ได้ให้โอกาสทางบริษัท PWDOM จำกัด ของเราได้ออกบูธ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

ขอบคุณครับ
ปรยา
16/5/2551

29 : ครั้งแรกในชีวิตของผม ในการไปทำบุญโรงทาน

สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้ผมมีบทความที่กี่ยวกับการไปทำบุญโรงทานครั้งแรกในชีวิตของผมก็ว่าได้ครับ แต่เนื่องจากในความเป็นจริงนั้น มีการเตรียมของก่อนเริ่มงาน 1 วัน ผมจึงขอข้ามไปเลย คือไปโผล่เอาวันงานละกันนะครับ

ประมาณ ตี 1 กว่าๆ ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ 8/5/2551 ผม ม้าไพ และเตี่ย เดินทางไปที่วัดหนองทาระภู อ.หันคา จ.ชัยนาท พร้อมรถกระบะวีโก้ สีขาว และผลไม้เต็มท้ายรถ ทั้ง ฝรั่ง สับปะรด เงาะ ลองกอง มะม่วง กล้วยหอม ลิ้นจี่ มูลค่าก็น่าจะราวๆ 8,000 บาทได้

ช่วงแรกของการเดินทางก็พูดคุยกันเรื่องนั้น เรื่องนี้ จนผมนอนหลับไป รู้ตัวอีกทีก็ถึงวัดหนองทาระภูแล้ว และก็หลับต่ออีกเกือบ 3 ชั่วโมงได้ มาตื่นอีกทีก็ราวๆ 8.30 น. ตอนเช้าครับ ผมเห็นคนเริ่มทยอยมาที่โรงทาน แต่คนยังไม่หนาแน่นเท่าไหร่ ผมขอให้ม้ากับเตี่ย ช่วยพาไปนั่งรถเข็นเพื่อที่ดูบรรยากาศการทำทาน ในลักษณะโรงทาน ซึ่งผมไม่เคยเห็นมาก่อน

บรรยากาศในโรงทานที่เริ่มมีคนมาทานอาหารช่วงเช้า ก็นั่งกันหลวมๆ ไม่หนาแน่นเท่าไหร่ ส่วนบนโต๊ะที่ทางเราได้เพื่อวางผลไม้นั้นก็ใหญ่พอสมควร สามารถเตรียมผลไม้ และจัดวางให้ทุกคนมาหยิบได้สะดวก

แต่ว่าผลไม้ที่นำมานี่สิครับ มันเยอะมากๆ เลยครับ (กระซิบบอกนิดนึงนะครับ มากจนขนาดว่า อยู่จนจบงานได้เลยครับ) แล้วผู้ช่วยที่ม้าไพ ขอแรงไว้ก็ไม่สามารถเดินทางมาร่วมทำทานได้ จึงเป็นเรื่องหนักสำหรับม้าไพกับเตี่ยแค่ 2 คน

และแล้ว ผมก็มองไปเห็น นักเรียนมัธยมปลายกลุ่มหนึ่งพอดี กำลังเดินมาทางเรา ซึ่งจริงๆ แล้วพวกน้องๆ ตั้งใจจะเดินมาที่โต๊ะที่ติดกับเราทางด้านหลัง ที่เป็นอาหารโต๊ะจีน และผมเห็นมีน้อง 2 คนเหมือนเข้าไปถามกับคนที่มาทานเหมือนทางเราเช่นกัน คราวนี้ผมก็คอยสังเกตุเลยครับว่า จะมีโอกาสขอแรงน้องๆ มาช่วยได้บ้างหรือเปล่า คือว่า ยอมรับเลยครับว่า ต้องขอแรงน้องๆ จริงๆ ตั้งใจอย่างนั้น เพราะเตี่ยกับม้าไพ ยังไม่ได้นอนเลย

ในที่สุดก็มีน้อง 2 คนที่เห็นผมยกมือ และผมได้ขอความช่วยเหลือ น้องๆ ก็ขอไปปรึกษากับอาจารย์ที่มาคอยควบคุมก่อน สักพัก น้องทั้ง 2 คนก็เข้ามาช่วยเหลือ ผมดีใจ และโล่งอกที่มีคนมาวยแบ่งเบางานที่ยังรออีกมากพอสมควร จากนั้นมีน้องผู้ชายเข้ามาช่วยอีก 1 คน ทำให้เตี่ยมีลูกมือ มัดลิ้นจี่เป็นพวงๆ เพื่อให้คนที่มาทานหยิบไปสะดวก


ภาพน้องที่เข้ามาช่วยพวกเราจัดเตรียมผลไม้ครับ ถ้าจำไม่ผิด น้องที่อยู่ทางซ้าย จะชื่อ เนตรนภา ขำกล่ำ ส่วนคนอื่นไม่ทันสังเกตุครับ ไม่นานก็มีน้องๆ อีกหลายคนเข้ามาช่วย ทำให้งานเร็วขึ้น

ภาพน้องๆ ที่เข้ามาช่วยกันเป็นกลุ่ม


ภาพน้องผู้ชายคนแรกที่เข้ามาช่วยเตี่ยจัดลิ้นจี่ ยืนไกลสุด ใส่เสื้อยืดขาว แขนดำ ก็คือม้าไพ


ภาพอีกภาพหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่างานใกล้เสร็จแล้ว


ก่อนน้องๆ จะไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไป ก็เลยขอถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก และผมก็ยังขอให้น้องคนหนึ่ง ช่วยเขียนรายชื่อเพื่อนๆ เพื่อที่ผมจะได้มาขอบคุณน้องๆ ในบล็อกแห่งนี้

น้องคนเดิมขอเพิ่มชื่ออาจารย์ที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งใจเดียวกับผมเลย แต่ก็ไม่อยากรบกวนน้องเขาอีก พอดีน้องเขาเพิ่มให้ดั่งใจ ก็ขอขอบคุณด้วยครับ ผมจึงขออนุญาตลงรายละเอียดในเว็บบล็อกนี้เลยนะครับ

น้องๆ เหล่านี้มาจาก "โรงเรียนหันคาพิทยาคม" ครับ และเป็นสมาชิก "ชุมนุมอาสายุวกาชาด" มีทั้งหมด 9 คนครับ คือ น.ส.ขนิษฐา เอี้ยงปาน, น.ส.ภาวนา สิงห์สม, น.ส.ดวงพร พุ่มจำปา, น.ส.สาวิตรี เพิ่มธัญกร, น.ส.นันทนา เชียงสิน, น.ส.เนตรนภา ขำกล่ำ, น.ส.ศิริประภา สุวรรณสถิตย์, นายประจักษ์ เผือกแข็ง และนายเสริมวิทย์ กาฬภักดี ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาคือ อาจารย์ฉลวย อ่วมสุข

ต้องขอขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่เข้ามาช่วยนะครับ และขอขอบคุณอาจารย์ฉลวย อ่วมสุข ที่พาลูกศิษย์ มาช่วยส่วนรวม สังคม อย่างน่าชื่นชมครับ


สังเกตุให้ดีนะครับ ว่าของในถาดหมดเกลี้ยงเลย มีเหลือแต่กล้วย แต่ถ้าเทียบกับภาพบน ที่ของเต็มทุกถาด ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ทำให้ผมเริ่มคิดถึงเรื่องบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งคิดว่าจะเขียนเป็นบทความในครั้งต่อๆ ไป เพราะเป็นเรื่องของมุมมอง ความคิดครับ แต่สร้างประเด็นไว้ก่อนได้ครับ คือเรื่อง การให้ทาน กับการถือศีล และทำภาวนา เพราะถ้ามาเขียนตรงนี้มันคงยาวจนเกินไป


พอน้องๆ ไปช่วยคนอื่นๆ แล้ว ก็มีคนรู้จัก มาช่วยเป็นระยะๆ จนจบงาน


ใกล้บ่ายสองโมงแล้ว คนเริ่มวายแล้ว ของเกือบหมดแล้ว ม้าไพจึงแบ่งของบางส่วนไว้ให้คนที่มาช่วยล้างจานให้กับทางวัดประมาณ 4-5 คน ผมคิดว่าไอเดียการนำผลไม้มาทำทานนั้นดีมาก เพราะว่าเป็นการส่งเสริมให้คนทานผลไม้ และการเตรียมงานก็ไม่ยุ่งยากอะไร คนทานก็สะดวก แต่ราคามันสูงเท่านั้นเองครับ

จริงๆ แล้วตั้งใจว่า วันนี้จะให้ปู่เล็ก ช่วยครอบครูให้ด้วย แต่ว่าลูกศิษย์ที่มาร่วมพิธีเยอะมากๆ ครับ ปู่เล็กจึงให้กลับกันก่อน จึงแวะถ่ายรูปงานในพิธีมาฝากผู้อ่านครับ เป็นพิธีครอบครูครับ ผมก็ไม่เคยเห็นของจริงเหมือนกัน เป็นครั้งแรก พิธีค่อนข้างใหญ่มาก ผมเคยเห็นแต่ในทีวี ที่ดารา มารวมตัวกันแล้วมีพิธีครอบครู ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกัน

ผมตั้งใจว่ากลับมาจะรีบเขียนบทความนี้เลย แต่ก็งานเยอะ จนกว่าจะเขียนเสร็จก็เกือบ 1 อาทิตย์พอดี จบบทความนี้ จะรีบเขียนเรื่อง การไปออกบูธ CO.2gatheer Fair ต่อเลยครับ เพราะผมได้รับโลโก้งานแล้ว

ขออบคุณครับ

ปรยา 13/5/2551