Showing posts with label ปรยา. Show all posts
Showing posts with label ปรยา. Show all posts

41 : เรื่องย่อบทละคร ที่ยัง "ไม่ได้ตั้ง" ครับ ช่วยตั้งชื่อให้หน่อยสิครับ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ตามอ่านบทความของ "ปรยา" หรือของผมเอง ที่เฉพาะบล็อกนี้ผมตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับทางด้านความรู้สึกเมื่อ "อยากเขียน" แต่ถึงกับจะให้เป็น "นักเขียน" คงไม่ได้หวังเท่าไหร่นะครับ และแล้วก็มาถึงวันที่รอคอย (เริ่มแรก) ที่ผมได้เห็นข่าวทางช่อง 7 ที่ประกาศรับสมัคร “โครงการค้นหาคนเขียนบท” ของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ผมจึงรีบปั่นบทละครย่อ ภายใน 1 วัน ทบทวนประมาณ 2 รอบ เพราะว่ากลัวผิดพลาด (ส่งไปแล้วมีผิดอักขระจนได้ครับ 2 จุด แต่แก้ไขแล้วครับ ที่จะเอามาลงให้เพื่อนๆ อ่านครับ) เริ่มเลยนะครับ

.................................................................

ณ ปลายปี พ.ศ.2544 ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 ที่เรียกกันว่า “โรคต้มยำกุ้ง” ถนนหนทางถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มากมายหลายเส้น ซึ่งก็นับรวมถึง ถนนราชพฤกษ์ ที่ถือว่าเป็น ถนนเส้นหลักที่ตัดเชื่อมถนนสำคัญๆ หลายเส้นทาง คืนวันหนึ่ง ปลายปี พ.ศ.2544 นั้นเอง มีชายคนหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุบนถนนเส้นนี้ ชายคนนี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว จากเบื้องบน สร้างความลำบากใจมากๆ ให้กับผู้กำหนดชะตาชีวิตของชายผู้นี้ เพราะ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนว่า ต้องทำให้ชายผู้นี้ กลายเป็นคนพิการแบบว่า ให้เป็นหนักๆ พิการนิดหน่อยไม่ได้ แต่อย่าให้หนักถึงขนาดทำอะไรไม่ได้เลย ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำตลอด ห้ามตายด้วย แถมถูกเบื้องบนดักคอไว้เรียบร้อยแล้วว่า ถ้าจะทำเป็นให้เกิดอุบัติเหตุ จนพิการ ก็ต้องห้ามมีคู่กรณี หมายถึงมีคนอื่นมาบาดเจ็บด้วย สร้างความหนักใจให้ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” มากๆ จนต้องถึงกับไปศึกษาว่า ชายคนนี้ดำเนินชีวิตอย่างไร แล้วต้องดลบันดาลอย่างไรให้ชายคนนี้พิการ และยังต้องไปศึกษาอีกว่า ต้องพิการแบบไหนถึงจะเข้าตามเกณฑ์ทีโออาร์ (TOR หรือ ข้อกำหนดคุณสมบัติ ของการพิการ) ของชายคนนี้ รวมทั้งต้องสร้างสถานการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้วย เพราะว่าในอนาคตชายคนนี้จะกลายเป็นบุคคลสำคัญสำหรับคนพิการทั่วทั้งประเทศไทย เขาจะต้องเข้ามามีบทบาทที่ทำให้คนพิการมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นตัวอย่างของการไม่สิ้นหวัง ไม่ท้อแท้ของคนอีกจำนวนมาก การดำเนินชีวิตของชายคนนี้ขณะที่พิการ จะกลายเป็นแรงผลักดันของคนอีกจำนวนมากมาย แม้แต่คนปกติ .....อ่านต่อ

39 : ใบประกาศแมวหาย "เจ้าทอง" สมาชิกครอบครัวตั้งสติมั่น (สมาชิกตัวที่ 1)

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมอยากบอกเล่าถึงความรู้สึกดีๆ อีกเรื่องหนึ่งของครอบครัวตั้งสติมั่น ที่ครอบครัวนี้เลี้ยงดู และเป็นห่วงเป็นใยสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีถึง 10 ตัว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสที่จะเขียนถึงจนครบทั้ง 10 ตัวรึเปล่า แต่เอาเป็นว่าทยอยๆ ไปเรื่อยๆ เท่าที่โอกาส หรือสถานการณ์จะอำนวยนะครับ

เริ่มจากข่าวร้ายก่อนเลยนะครับ แมวที่ชื่อ "ทองเหลือง" หรือเรียกันติดปากกันในครอบครัวว่า "ทอง" หายตัวไปเมื่อคืนวันที่ 15/12/2551 ทำให้ที่บ้านร้อนใจกัน ต้องทำ "ใบประกาศ : แมวหาย" ออกไปติดตามตู้สาธารณะ เสาไฟฟ้า และม้าไพ ยังไปคุยกับชาวบ้านในจุดที่ม้าไพ คิดว่า เจ้าทองน่าจะไป เช่น บริเวณก่อสร้างที่อยู่หลังบ้าน ก็ไปคุยกับช่างก่อสร้างไว้ และฝากใบประกาศแมวหายไว้ด้วยครับ .....อ่านต่อ



38 : ไปทำบุญที่ศาลเจ้าจีน หลังตลาด ปากเกร็ด

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมก็จะพาไปดูศาลเจ้าจีน ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า "เหล่าซือกง" ที่ชาวปากเกร็ดเคารพนับถือกันอยู่ ก่อนจะไปชมภาพถ่ายที่เตี่ย (คุณพ่อ) ช่วยถ่ายให้นะครับ คงต้องเริ่มจาก ผมกับม้าไพ และเตี่ย ได้ไปเยี่ยมซินแสที่จังหวัดชัยนาท เพื่อไปปรึกษาเรื่องราวต่างๆ และได้คำแนะนำฬห้มาทำบุญที่ศาลเจ้าจีน ที่มีตู้รับบริจาค และต้องทำบุญด้วยเหรียญบาท 35+2 เหรียญ พร้อมคำอธิษฐาน .....อ่านต่อ



36 : เข้าใจตัวเอง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผมขอนำบทความเก่าที่เคยลงไว้ใน www.winbookclub.com ของคุณวินทร์ เลียววารินทร์ (ที่เขียนบทภาพยนตร์ "จอมสลัด ปืนใหญ่" ครับ) ที่ลิ้งค์ http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=8602

ปรยาสตอรี่ -1 : เข้าใจตัวเอง

ขออนุญาตินำเรื่องราวเก่าๆ มาลงใหม่ เพื่อจัดให้เป็นหมวดหมู่ครับและตอนแรก ครั้งแรกที่เขียนใน winbookclub คือ เข้าใจตัวเอง เนื่องจากเป็นตอน แรกสุดเลย จึงต้องเป็น -1 ครับ

ผมอยากเป็นนักเขียนครับ เพราะหวังว่าจะเป็นแง่คิดให้กับผู้อื่นได้จึงลองเขียนเรื่องสั้นๆ มาให้ช่วยแนะนำครับ .....อ่านต่อ

35 : เยี่ยมโรงเรียนเก่า โยธินบูรณะ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมอยากจะกล่าวถึง โรงเรียนโยธินบูรณะ ซึ่งผมเรียนชั้นมัธยมศึกษา 6 ปี ที่นี่ ผมจบจากโยธินฯ ปี พ.ศ.2533 ก็ราวๆ สัก 18 ปีได้แล้วครับ ผมเป็นศิษย์เก่าที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะผมไม่เคยกลับไปเยี่ยมเลย หมายถึงไปเยี่ยมอาจารย์ หรือ คุณครูนะครับ แต่ถ้าแบบว่า เข้าไปในรั้วโรงเรียน ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านประจำ ระลึกความหลัง ไปเดินรอบสนาม เหมือนเล่นมิวสิควีดีโอ ประมาณนี้ ก็สัก 5-6 ครั้ง ได้ครับ

จนเมื่อ 2 เดือนก่อน ผมได้เริ่มงานใหม่อีกงานบางตัว ที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ เป็นโปรแกรมการเรียนภาษาอังกฤษด้านการออกเสียง จึงนึกถึงโรงเรียน ที่ผมเคยเรียนขึ้นมาทันที จึงตัดสินใจโทรไปที่โรงเรียน และขอสาย อาจารย์ที่เคยเป็น อาจารย์ประจำชั้น นัดหมายกัน จนผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนแบบสมบูรณ์ คือ ได้ไปพบอาจารย์ด้วยครับ เนื้อหาที่คุยกัน ก็มีจุดมุ่งหมายหลายอย่าง เช่น ผมเคยได้รับทุนจากโรงเรียน จึงอยากมอบชุดการเรียน 100 ชุดให้กับโรงเรียน ผมอยากให้นักเรียนรุ่นน้องได้รับความรู้พื้นฐานที่ถูกต้อง ด้านการออกเสียงภาษาอังกฤษ .....อ่านต่อ

34 : หุ่นยนต์กระดาษของผม

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านบทความของผม ซึ่งบทความคราวนี้ ผมขอนำบทความเก่าที่เคยเขียนไว้ใน www.winbookclub.com ในหัวข้อ "ปรยาสตอรี่ 7 : หุ่นยนต์กระดาษของผม" แต่แบบว่าคราวนี้ อยากให้ลองอ่านกันในภาพเลยนะครับ แบบว่า กดที่ภาพเพื่อดูรูปขยายได้เลยครับ .....อ่านต่อ


41 : เรื่องย่อบทละคร ที่ยัง "ไม่ได้ตั้ง" ครับ ช่วยตั้งชื่อให้หน่อยสิครับ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ตามอ่านบทความของ "ปรยา" หรือของผมเอง ที่เฉพาะบล็อกนี้ผมตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับทางด้านความรู้สึกเมื่อ "อยากเขียน" แต่ถึงกับจะให้เป็น "นักเขียน" คงไม่ได้หวังเท่าไหร่นะครับ และแล้วก็มาถึงวันที่รอคอย (เริ่มแรก) ที่ผมได้เห็นข่าวทางช่อง 7 ที่ประกาศรับสมัคร “โครงการค้นหาคนเขียนบท” ของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ผมจึงรีบปั่นบทละครย่อ ภายใน 1 วัน ทบทวนประมาณ 2 รอบ เพราะว่ากลัวผิดพลาด (ส่งไปแล้วมีผิดอักขระจนได้ครับ 2 จุด แต่แก้ไขแล้วครับ ที่จะเอามาลงให้เพื่อนๆ อ่านครับ) เริ่มเลยนะครับ

.................................................................

ณ ปลายปี พ.ศ.2544 ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากภาวะฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 ที่เรียกกันว่า “โรคต้มยำกุ้ง” ถนนหนทางถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มากมายหลายเส้น ซึ่งก็นับรวมถึง ถนนราชพฤกษ์ ที่ถือว่าเป็น ถนนเส้นหลักที่ตัดเชื่อมถนนสำคัญๆ หลายเส้นทาง คืนวันหนึ่ง ปลายปี พ.ศ.2544 นั้นเอง มีชายคนหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุบนถนนเส้นนี้ ชายคนนี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว จากเบื้องบน สร้างความลำบากใจมากๆ ให้กับผู้กำหนดชะตาชีวิตของชายผู้นี้ เพราะ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนว่า ต้องทำให้ชายผู้นี้ กลายเป็นคนพิการแบบว่า ให้เป็นหนักๆ พิการนิดหน่อยไม่ได้ แต่อย่าให้หนักถึงขนาดทำอะไรไม่ได้เลย ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำตลอด ห้ามตายด้วย แถมถูกเบื้องบนดักคอไว้เรียบร้อยแล้วว่า ถ้าจะทำเป็นให้เกิดอุบัติเหตุ จนพิการ ก็ต้องห้ามมีคู่กรณี หมายถึงมีคนอื่นมาบาดเจ็บด้วย สร้างความหนักใจให้ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” มากๆ จนต้องถึงกับไปศึกษาว่า ชายคนนี้ดำเนินชีวิตอย่างไร แล้วต้องดลบันดาลอย่างไรให้ชายคนนี้พิการ และยังต้องไปศึกษาอีกว่า ต้องพิการแบบไหนถึงจะเข้าตามเกณฑ์ทีโออาร์ (TOR หรือ ข้อกำหนดคุณสมบัติ ของการพิการ) ของชายคนนี้ รวมทั้งต้องสร้างสถานการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้วย เพราะว่าในอนาคตชายคนนี้จะกลายเป็นบุคคลสำคัญสำหรับคนพิการทั่วทั้งประเทศไทย เขาจะต้องเข้ามามีบทบาทที่ทำให้คนพิการมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นตัวอย่างของการไม่สิ้นหวัง ไม่ท้อแท้ของคนอีกจำนวนมาก การดำเนินชีวิตของชายคนนี้ขณะที่พิการ จะกลายเป็นแรงผลักดันของคนอีกจำนวนมากมาย แม้แต่คนปกติ

และเมื่อทุกอย่างพร้อม เก็บข้อมูลของชายคนนี้เรียบร้อย กำหนดสถานการณ์เรียบร้อย ตรวจสอบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเรียบร้อย แต่ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” ท่านนี้ กลับไม่รู้เลยว่า ยังมีกลุ่มมารที่กำลังจะเสียผลประโยชน์จากการดำเนินชีวิตของชายผู้นี้ ขณะเป็นคนพิการ ทั้งการรัดเอาเปรียบ ทั้งความหิวโหย ทั้งอาชญากร และอีกมากมายที่ชายคนนี้กำลังจะทำให้สิ่งเหล่านี้หายไป ความดีของเขาจะทำให้คนในสังคมเกิดความกระตือรือร้น ตั้งใจทำมาหากิน สังคมคอยช่วยเหลือกัน แบ่งปันสิ่งดีๆ ต่อกัน กลุ่มมารจึงยอมไม่ได้ ต้องขัดขวางทุกวิถีทาง และทางเดียวที่จะทำได้ คือต้องให้ชายคนนี้ตายให้ได้ กลุ่มมารจึงเตรียมการเช่นกัน คอยเฝ้าสังเกตว่า ชายคนนี้มีจุดไหนที่จะพลาดได้บ้าง จะได้ลงมือฆ่าได้ทันที แต่กลุ่มมารก็ต้องพบกับความผิดหวังเรื่อยมา เพราะว่าจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หลอกล่อให้ทำชั่ว ให้เข้าไปสถานอบายมุข เพราะกลุ่มมารทราบว่าจะมีเหตุการณ์ยิงกัน แล้วจะให้ชายคนนี้โดนลูกหลง ก็ไม่สำเร็จ ชายคนนี้ไม่ยอมไปสถานที่อบายมุข เนื่องจากชายคนนี้มี เทวดาประจำตนที่เข้มแข็งมาก

เมื่อข้อตกลงระหว่าง “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” กับ เทวดาประจำตน ของชายผู้นี้ลงตัว เทวดาฯ ทราบถึงเหตุผลของเบื้องบนว่า มันเป็นชะตาชีวิตของเขาที่ถูกกำหนดมาเพื่อมวลหมู่คนพิการในประเทศ ที่กำลังรอความช่วยเหลือจากชายผู้นี้ ก็จำยอมต้องร่วมมือด้วย ตี 4 กับอีก 15 นาที ของวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2544 เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเกิดเหตุ ทุกอย่างพร้อม อุบัติเหตุรถพลิกคว่ำที่ลงตัวที่สุด กำลังจะเกิดขึ้น เพราะว่าเคยผิดพลาดจากการวางแผนให้รถพลิกคว่ำมาหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ

ระหว่างที่เหตุการณ์อุบัติเหตุกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี กลุ่มผีเร่ร่อนที่รับจ้างจากกลุ่มมารให้มาขัดขวาง และทำให้ชายคนนี้ต้องตาย ก็รีบเข้ามาเปลี่ยนแปลงแผนการ มันเร็วมาก ช่วงเสี้ยววินาที “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” และ เทวดาฯ ถูกขัดขวางจากกลุ่มมารที่มีฤทธิ์มาก ทันใดนั้น วิญาณตนหนึ่งก็เข้ามาช่วยเหลือจากคำแนะนำของ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” จนทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แล้วก็มีคนมาเคลื่อนย้ายชายคนนี้อย่างผิดวิธีจน ในที่สุด คณะแพทย์ก็ลงความเห็นว่า ชายคนนี้ต้องเป็น “ผู้ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร” และสมองอยู่ดีครับถ้วนตามข้อกำหนดในทีโออาร์ทุกอย่าง

ชีวิตที่พลิกผันของชายผู้นี้ แทบไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจของเขาเลย ที่จะสิ้นหวัง ท้อแท้ ไปกับความพิการรุนแรงที่เขาได้รับ ชายผู้นี้ได้สร้างความประทับใจกับผู้คนในโรงพยาบาล ทั้งคุณหมอ นางพยาบาล นักกายภาพบำบัด ผู้ช่วยฯ เพื่อนๆ ทั้งที่เรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ตลอด 4 เดือนครึ่ง ที่เขารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เขาเริ่มทำงาน เริ่มก่อตั้งบริษัท ที่เขาตั้งใจไว้ เขาทำทุกอย่างที่เคยคิดไว้ และได้รับความช่วยเหลือจากเทวดาประจำตัวของเขาเอง ตามจิตที่มุ่งมั่น แต่ว่ามันก็ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เพราะกลุ่มมารยังคอยขัดขวางตลอดเวลา พวกมันยังต้องการจะฆ่าเขาให้ตายในโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ เพราะกลุ่มมารรู้ดีว่า ที่บ้านของชายผู้นี้ มีเจ้าที่ระดับอาวุโส หรือจะเรียก ซุปเปอร์ซีเนียร์เอ็กเซคคูทีฟเจ้าที่ (Super Senior Executive) ที่มีฤทธานุภาพกล้าแข็ง พวกมันคงจะกระทำการใดๆ ลำบากแน่ๆ ถ้าชายผู้นี้กลับบ้านไปได้ การต่อสู้ระหว่างกลุ่มมาร กับเทวดาประจำตัว นั้นเข้มข้นมาก แต่ในที่สุด ชายผู้นี้ก็ได้กลับบ้าน

เขากลับบ้านถึงบ้านและดำเนินชีวิตทั้งส่วนตัว และการทำงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ในระยะเริ่มต้น เขาต้องปกปิดความพิการกับคู่ค้า เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความเชื่อถือ แต่ผลงานของบริษัทของชายผู้นี้ โดดเด่นมาก กับคู่ค้าที่เป็นบริษัทที่มาจากต่างประเทศ ชื่นชม กับผลงาน จนได้รับความไว้วางใจอย่างคาดไม่ถึง สร้างความประหลาดใจในหลายๆ ผลงาน แต่ตลอดเวลาก็ยังคงได้รับอุปสรรคต่างๆ จากกลุ่มมารตลอดเวลา พวกมันทำทุกทาง พวกมันทำให้ชายผู้นี้ต้องย้ายออกจากบ้านของเขา ไปอยู่ที่ใหม่ บ้านที่พวกมันเตรียมการไว้ จนในที่สุด ช่วงนั้นเองที่เทวดาประจำตัวของเขากำลังอ่อนแอลง จากการกระทำที่ผิดทางของชายผู้นี้ (เพราะชะตากำหนด) ธุรกิจของเขาก็ล้มเหลว เกิดปัญหาชีวิตรุมเร้า มากมาย อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของชายผู้นี้ มันหนักหนากว่าตอนที่เขารถคว่ำ แล้วต้องเป็นคนพิการรุนแรงเสียอีก โดยกลุ่มมารหวังว่า ชายผู้นี้จะฆ่าตัวตาย

ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน บวกกับเทวดาฯ เริ่มมีพละกำลังมากขึ้น จนกระทั่ง “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” กลับมาพร้อมกับ หญิงชราวัย 50 กว่าปี ที่ชายผู้นี้ไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ทั้งสองผูกพันกันในภพภูมิก่อน หรือชาติที่แล้วนั้นเอง หญิงชราผู้นี้ค้นหาชายผู้นี้มานานแสนนานกว่า 30 ปีตามคำทำนายของ “ผู้หยั่งรู้” ที่มีตาทิพย์ (ตัวละครต้องตาบอด) ชาวจีน ที่ได้บอกกับหญิงชราว่า “ลูกที่แท้จริงของเจ้าจะเป็นผู้มีบุญ แต่จะต้องพิการอย่างหนัก เมื่อไหร่ที่เจ้าเห็นเตียง และถุงฉี่ เมื่อนั้นเจ้าจะพบลูกของเจ้า” หลังจากที่หญิงชราผู้นี้ค้นหาลูกที่แท้จริงของตัวเอง มาตลอด 30 ปี ทั้งจากข้างถนน จากสถานสงเคราะห์ และมูลนิธิต่างๆ ในที่สุดจากการจัดฉากของ “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” หญิงชราเดินขึ้นบันไดมา เธอตื่นเต้นมาก เธอได้ยินเสียงของชายผู้ซึ่งพิการ ทันทีที่เธอเห็นขาเตียงและถุงฉี่ ตามคำทำนายของ “ผู้หยั่งรู้” เธอขนลุก ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นหน้าชายพิการ จนในที่สุด เธอได้มาเห็นหน้าตาของชายผู้นี้ เธอรู้สึกอิ่มเอม เมื่อเธอได้สัมผัสปลายเท้า ที่ชายผู้นี้ไม่รู้สึกตัว เธอสัมผัสแรกได้ถึงความเป็นแม่อย่างบอกไม่ถูก

ระหว่างที่เธอเดินทางกลับจากการมาหาครั้งที่ 2 กับสามีของเธอ ก็ได้นิมิตถึง “ย่าโม” ที่เธอเคารพ ว่าต้องรีบรับเป็นลูกจากแม่ของชายผู้นี้ ไม่อย่างนั้น ทั้งครอบครัวของชายผู้นี้ และชายผู้นี้จะต้องมีอันเป็นไป หญิงชราต้องเอาบุญบารมีของเธอมาช่วยเหลือครอบครัว และชายผู้นี้ และภารกิจสำคัญ เธอต้องนำชายผู้นี้ออกจากที่จองจำ ซึ่งก็คือบ้านหลังที่ชายผู้นี้อยู่ ที่ได้ถูกกลุ่มมารใช่เล่ห์อุบายทำให้กลายเป็นที่จองจำและเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ต่างๆ มากมายให้เร็วทีสุด ให้พาไปยังที่ที่ควรจะอยู่ เพราะชายผู้นี้ยังต้องทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นอีกมาก

ตึกแถว 4 ชั้น ริมถนน แถวท่าน้ำปากเกร็ด มีเจ้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้ามากๆ คอยให้คำปรึกษาทางความคิด (คืออยู่ดีๆ ชายผู้นี้ก็จะปิ๊งไอเดียบรรเจิด ด้านงานต่างๆ ได้อย่างไม่นาเชื่อ หรืออีกนัยหนึ่ง อาจจะเรียกว่าคิดได้ ตอนทำสมาธิก็น่าจะได้) ตึกหลังนี้มีอะไรแปลกๆ ประหลาดๆ ที่ทำให้หญิงชรา และชายผู้นี้ ได้พบเจอหลายอย่าง แต่ก็เป็นไปในทางที่ดี กลุ่มมารยังคอยตามราวีไม่เว้นวาง เพราะว่าสิ่งที่พวกมันกลัวว่าชายผู้นี้กำลังจะทำสำเร็จเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว หญิงชราและชายผู้นี้ยังต้องต่อสู้กับโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ ต่อสู้กับกลุ่มมาร ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาเธอและเขาไม่ทราบเลย ทั้ง 2 คนยังได้รับความช่วยเหลือจากเทวดาประจำตัว จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธอนับถือ และจาก “ผู้ดำเนินการชะตาชีวิต” ที่ต่อสู้กับกลุ่มมาร และเจ้ากรรมนายเวร ที่คอยตามทวงความแค้น ที่ชาติปางก่อนทั้ง 2 คนได้ร่วมสร้างกันไว้ อย่างเข้มข้น ความช่วยเหลือจาก “ผู้หยั่งรู้” ที่ทั้ง 2 คนต้องไปหาเป็นระยะๆ เมื่อถึงเวลาอันสมควร นั้นสามารถช่วยทั้ง 2 คนได้อย่างน่าอัศจรรย์

ตอนจบของเรื่อง ก็คงจะหนีไม่พ้นที่ชายผู้นี้ กับหญิงชรา ที่ยังคงต้องมีภารกิจสำคัญต่อไป กับการไปช่วยเหลือผู้คนทั่วโลก ตามที่ทั้ง 2 คนได้ตั้งปณิธานไว้ก่อนที่จะตายเมื่อชาติที่แล้วร่วมกัน เพื่อจะได้ชดใช้เวรกรรมให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ในชาตินี้

สู้ต่อไป ให้ถึงที่สุด

จบครับ

......................................................................................

ถ้าเพื่อนๆ ลองอ่านจบแล้ว จะช่วยผมตั้งชื่อบทละครย่อให้ด้วยก็ดีนะครับ ในแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยนะครับ เพราะผมเองยังนึกชื่อเรื่องไม่ออกเหมือนกันครับ

ขอบคุณครับ
ปรยา
3/1/2552

42 : คุณเคยรู้ตัวไหมว่าหลับเมื่อไหร่ และรู้สึกตัวว่าตื่นเมื่อไหร่ ไหม

สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องความรู้สึกครับ เริ่มเลยดีกว่า ไม่อยากเกริ่นนำอะไรเดี๋ยวจะเสียลำดับเรื่องที่จะเล่าหมดครับ

ผมกำลังเดินบนถนนที่มีคนจอแจ เป็นถนนที่ผมคุ้นเคยมาก เดินไปเรื่อยๆ คนเริ่มลดน้อยลง น้อยลง จนคล้ายต่างจังหวัด ข้างหน้าเป็นบ้านหลังเก่า

39 : ใบประกาศแมวหาย "เจ้าทอง" สมาชิกครอบครัวตั้งสติมั่น (สมาชิกตัวที่ 1)

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมอยากบอกเล่าถึงความรู้สึกดีๆ อีกเรื่องหนึ่งของครอบครัวตั้งสติมั่น ที่ครอบครัวนี้เลี้ยงดู และเป็นห่วงเป็นใยสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีถึง 10 ตัว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสที่จะเขียนถึงจนครบทั้ง 10 ตัวรึเปล่า แต่เอาเป็นว่าทยอยๆ ไปเรื่อยๆ เท่าที่โอกาส หรือสถานการณ์จะอำนวยนะครับ


เริ่มจากข่าวร้ายก่อนเลยนะครับ แมวที่ชื่อ "ทองเหลือง" หรือเรียกันติดปากกันในครอบครัวว่า "ทอง" หายตัวไปเมื่อคืนวันที่ 15/12/2551 ทำให้ที่บ้านร้อนใจกัน ต้องทำ "ใบประกาศ : แมวหาย" ออกไปติดตามตู้สาธารณะ เสาไฟฟ้า และม้าไพ ยังไปคุยกับชาวบ้านในจุดที่ป้าไพ คิดว่า เจ้าทองน่าจะไป เช่น บริเวณก่อสร้างที่อยู่หลังบ้าน ก็ไปคุยกับช่างก่อสร้างไว้ และฝากใบประกาศแมวหายไว้ด้วยครับ

นี่ครับ ก่อนหน้านั้น 2 วัน พึ่งจะถ่ายภาพเป็นซีรี่ส์ไว้ของเจ้าทอง ไม่คิดว่าจะได้ใช้งาน มาตัดต่อวางในใบประกาศแมวหายเลยครับ ภาพแรกนี่ ผมก็ชอบมากเลยนะครับ มันเก๊กท่าให้ถ่ายนะครับ เหมือนสุนัข เวลาถ่ายแบบด้านข้างครับ มีแสงสะท้อนหน่อยนะครับ เพราะว่าถ่ายผ่านกระจกหน้าร้านครับ


มันหันหน้ามาแล้วครับ แต่ไม่มองกล้อง เจ้าทองนี่มันฉลาดนะครับ

นี่ครับฌพสต์ท่าอีกรูปครับ

ภานี้บิดตัว ตีเกลียว 1 รอบให้ดูครับ
ลองดูความแสนรู้ของเจ้าทองนะครับ เจ้าทองจะไม่กินอาหารที่อยู่ในสำรับ เจ้าทองไม่เคยกินอาหารที่ไม่ให้ ไม่กระโดดขึ้นโต๊ะ หรือขโมยกิน ต้องรอจนคนในครอบครัวเอาอาหารแยกออกมาให้ก่อน เจ้าทองถึงจะกินครับ

เวลาคนในบ้านนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า มันก็จะขึ้นมานั่งบนท้องครับ

เวลานอนก็ขอแจมด้วยครับ
ผมรู้สึกว่า เจ้าทองจะชอบเก้าอี้ไฟฟ้านะครับ
นี่ครับที่ประจำของเจ้าทองครับ
โพสต์ท่าให้ถ่ายรูปอีกสักทีครับ
ยืดขาให้ดู 1 ข้างครับ
อันนี้ ไม่ได้โพสต์ท่าอะไร แบบว่าหลับจริงครับ
ตอนจบก็ขอแฮบปี้เอ็นดิ้งนะครับ และแล้วในวันที่ 17/12/2551 ก็มีหัวหน้าช่างก่อสร้างโทรมาบอกว่า "เจอเจ้าทองแล้ว มันปีนไปอยู่ข้างบนตึก เรียกเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมลงมา เอาปลามาล่อมัน มันยังไม่ลงมาเลย รีบมารับตัวมันเลยนะ"

ป้าไพจึงรีบไปดู พอไปถึงเจ้าทองก็รีบกระโจนขึ้นไหล่ป้าไพเลย เรียกเสียงหัวเราะจากช่างก่อสร้างได้เลยครับ จากนั้นป้าไพก็เลยให้เงินเล็กน้อยเป็นสินน้ำใจ ที่ช่วยสังเกต และโทรมาตามครับ ก็เป็นอันว่า เจอเจ้าทองเรียบร้อย

ผมคิดว่า ถ้าเรามองสัตว์เลี้ยงมีชีวิตจิตใจ เป็นสมาชิกในครอบครัว ให้ความรัก ความเป็นห่วงเป็นใยเขากันอย่างจริงจัง คือรักพวกมันจริงๆ ผมว่าเวลาที่เรามีความทุกข์ พวกมันนี่แหละครับที่จะทำให้เราสบายใจได้ครับ เป็นเพื่อนแท้ในยามยากได้เหมือนกันครับ

ขอบคุณครับ
ปรยา
27/12/2551

38 : ไปทำบุญที่ศาลเจ้าจีน หลังตลาด ปากเกร็ด

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมก็จะพาไปดูศาลเจ้าจีน ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า "เหล่าซือกง" ที่ชาวปากเกร็ดเคารพนับถือกันอยู่ ก่อนจะไปชมภาพถ่ายที่เตี่ย (คุณพ่อ) ช่วยถ่ายให้นะครับ คงต้องเริ่มจาก ผมกับม้าไพ และเตี่ย ได้ไปเยี่ยมซินแสที่จังหวัดชัยนาท เพื่อไปปรึกษาเรื่องราวต่างๆ และได้คำแนะนำฬห้มาทำบุญที่ศาลเจ้าจีน ที่มีตู้รับบริจาค และต้องทำบุญด้วยเหรียญบาท 35+2 เหรียญ พร้อมคำอธิษฐาน
เมื่อวันที่ 9/12/08 จึงได้ไปที่ศาลเจ้าจีน ที่ตลาดเช้า ท่าน้ำปากเกร็ด นี่ก็เป็นภาพด้านหน้าศาลเจ้านะครับ

ภาพนี้เป็นเทพเจ้าทั้ง 5 องค์ ซึ่งผมฝก็สอบถามจากคนที่อยู่ประจำศาลเจ้า เขาบอกว่า เรียกว่า "เหล่าซือกง" และผมก็ขอประวัติศาลเจ้าที่เป็นเอกสารก็ปรากฏว่าไม่มีครับ จึงไม่มีประวัติที่ถูกต้องมาบอกเพื่อนๆ ครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับ

หลังอธิษฐาน และทำบุญหยอดเหรียญบาท 35+2 เหรียญ แล้ว
ก็ขออนุญาตเหล่าซือกงถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกครับ

พอดีว่า เจ้ายุ่ง ลูกน้องชายมาด้วยครับ เลยขอถ่ายภาพคู่กันมาฦากด้วยครับ
พอดีว่า เจ้ายุ่งเป็นลูกบุญธรรมผมด้วยครับ


อันนี้เป็นภาพถ่ายมุมกว้างของภายในศาลเจ้านะครับ ก็ค่อนข้างกว้างขวางนะครับ

ด้านข้างศาลเจ้าด้านซ้ายมือ ก็มีอีกศาล เล็กๆ ศาลหนึ่ง
แต่ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นเทพองค์ใด มองเห็นมีเซียมซีด้วยครับ
ครับ บทความคราวน้ ก็ไม่มีอะไรมาก คือ ผมและครอบครัว มาทำบุญด้วยความเชื่อส่วนบุคคล และก็เพื่อความสบายใจร่วมกันครับ เพื่อให้มั่นใจในการตัดสินใจทำงานต่างๆ ครับ
ผมอยากให้ข้อมูลไว้กับเพื่อนๆ นะครับ เกิดมีคนทักทายมาว่า ต้องทำบุญทใ "ศาลเจ้าจีน" แล้วนึกไม่ออกว่าต้องไปที่ไหน ก็มาที่นี่ได้เลย ท่าน้ำปากเกร็ด จากห้าแยกปากเกร็ด ตรงเข้ามาที่ท่าน้ำ หาที่จอดรถตรงเกาะกลางใต้สะพานพระราม 4 แล้วเข้าไปในตลาดตอนเช้า ถามเอาจากคนแถวท่าน้ำก็ได้นะครับ ถามทางมาเรื่อยๆ เดินมาทางท้ายตลาด พอสุดท้ายตลาด ก็จะพบกับศาลเจ้าจีนเลยครับ ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่ค่อนข้างใหญ่เลยนะครับ น่าจะอยู่บนเนื้อที่เกือบ 3-4 ไร่ได้ครับ
ขอบคุณครับ
23/12/2551

36 : เข้าใจตัวเอง

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผมขอนำบทความเก่าที่เคยลงไว้ใน www.winbookclub.com ของคุณวินทร์ เลียววารินทร์ (ที่เขียนบทภาพยนตร์ "จอมสลัด ปืนใหญ่" ครับ) ที่ลิ้งค์ http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=8602

ปรยาสตอรี่ -1 : เข้าใจตัวเอง

ขออนุญาตินำเรื่องราวเก่าๆ มาลงใหม่ เพื่อจัดให้เป็นหมวดหมู่ครับและตอนแรก ครั้งแรกที่เขียนใน winbookclub คือ เข้าใจตัวเอง เนื่องจากเป็นตอน แรกสุดเลย จึงต้องเป็น -1 ครับ

ผมอยากเป็นนักเขียนครับ เพราะหวังว่าจะเป็นแง่คิดให้กับผู้อื่นได้จึงลองเขียนเรื่องสั้นๆ มาให้ช่วยแนะนำครับ

เข้าใจตัวเอง

ในอดีต ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวเองซักเท่าไหร่ผมมักจะทำงานจนกลับดึก 3 ทุ่ม ทุกวัน จนสำนักงานต้องออกกฏ ให้อยู่ได้แค่ 6 โมงเย็น

มีความคิดเพียงอยากจะเรียนรู้มากๆ ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงาน จนเพื่อนว่าบ้างาน

(ผมเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ) ผมมักจะขับรถเปลี่ยนเส้นทางบ่อยๆ ทั้งในเวลางานเมื่อไปพบลูกค้า และกลับบ้าน

มีความคิดเพียงว่า ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรบนท้องถนน เราก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ทันที

ผมเลือกที่จะเป็น วิศวกรขาย มากกว่าจะเป็น วิศวกรโรงงาน ทั้งๆที่กำลังจะได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ มีความคิดเพียงว่า ถ้าทำงานในโรงงานแล้วจะประสบความสำเร็จช้าเพราะต้องขึ้นกับหลายฝ่าย แต่การทำงานขาย ขึ้นอยู่กับตัวเราเป็นสำคัญน่าจะประสบความสำเร็จเร็วกว่า

ผมวางแผนชีวิตว่า จะต้องมีบริษัทเป็นของตัวเองตอนอายุ 30 ปีและเลิกทำงานตอนอายุ 40 ปี

เพราะอยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบที่สุดคือ เป็นวิทยากรหรือ เป็นครู เพื่อให้ความรู้กับผู้อื่น

ผมเป็นคนง่ายๆ สบาย ไม่เรื่องมาก มักให้ผู้อื่นเลือกก่อนเสมอ และก็แค่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เหลือ เพราะคิดว่า เหมือนเป็นการฝึกตัวเอง ให้ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไปและอยู่กับสิ่งนั้น เหตุการณ์นั้นๆ ให้ได้

ผมมักถูกแฟนอันเป็นที่รัก ถามว่า "ทำไมผมถึงทำอะไรให้เธอมากอย่างนี้"ผมตอบเธอทุกครั้งที่ถาม และบางครั้งอยู่เฉยๆ ก็พูด" ผมอยากทำทุกอย่างสำหรับเธอให้ดีที่สุด และถ้าวันไหนทำไม่ได้ ขอให้เข้าใจว่า อยากทำให้ แต่ทำไม่ได้จริงๆ"เพราะผมคิดเสมอว่า น่าจะเจอเธอเร็วกว่านี้ จะได้เป็นคนรักของเธอเร็วกว่านี้จะได้ปฏิบัติสิ่งดีๆให้เธอเร็วกว่านี้

ความรู้สึกแบบนี้ เกิดขึ้นกับผมตลอดเวลา รวมถึงการทำงาน การดำเนินชีวิต ต้องรีบรู้สึกว่าเวลามีน้อย ต้องรีบหาความรู้ตลอดเวลา ต้องเข้าใจในสิ่งที่ทำอย่างถ่องแท้ทำงานด้านการตลาดก็ต้องไปพบลูกค้า แต่ทำไมชอบคิดว่า น่าจะปิดการขายทางโทรศัพท์โดยไม่ต้องไปพบ หรือไปให้น้อยที่สุด

และแล้ว ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2544 ผมก็ต้องพบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันผมรถคว่ำ ตัวลอยออกมานอกรถทั้งๆที่รัด เซฟตี้เบลท์ ทำให้กระดูกคอหักทำให้ผมต้องเปลี่ยนสถานะจาก คนปกติ เป็น คนทุกพลภาพถาวร

ทำให้ผมเข้าใจตัวเองทันทีว่า ตลอดเวลาความรู้สึกแปลกๆ กับตัวผม เพราะร่างกายและสัญชาติญาณของผมรู้อนาคตนี่เอง ทำให้สิ่งต่างๆ ที่ทำมาโดยตลอด เตรียมพร้อมสำหรับสถานะใหม่ สถานะซึ่งต้องเพรียบพร้อมไปด้วย สติ ประสบการณ์ ความเข้มแข็งกำลังใจจากคนรอบข้าง ครอบครัว คนรัก เพื่อที่จะอยู่รอด ในสถานการณ์เมืองไทยปัจจุบันที่แม้แต่คนปกติยังลำบาก

ขอบคุณตัวเอง ที่มีการเตรียมตัว
ขอบคุณครับ
ปรยา
7/11/08

34 : หุ่นยนต์กระดาษของผม

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านบทความของผม ซึ่งบทความคราวนี้ ผมขอนำบทความเก่าที่เคยเขียนไว้ใน www.winbookclub.com ในหัวข้อ "ปรยาสตอรี่ 7 : หุ่นยนต์กระดาษของผม" แต่แบบว่าคราวนี้ อยากให้ลองอ่านกันในภาพเลยนะครับ แบบว่า กดที่ภาพเพื่อดูรูปขยายได้เลยครับ



แต่ถ้าอ่านไม่ได้ ก็อ่านตามข้างล่างเลยนะครับ

ปรยาสตอรี่ 7 : หุ่นยนต์กระดาษของผม

สืบเนื่องจากคุณทรงทอม ได้กล่าวถึงหุ่นยนต์ของเด็กคนหนึ่ง ทำให้ผมนึกถึงตอนอยู่ ป.4-5 ที่ต้องทำหุ่นยนต์เอง เพราะมันแพง ไม่กล้าขอให้อาม้า(แม่)ซื้อให้

ช่วงเด็กของผม 10 ขวบ ผมชอบวาดรูปเกี่ยวกับยอดมนุษย์ เช่น โกกุลไฟว์มนุษย์ไฟฟ้า เป็นต้น และผมจะชอบยอดมนุษย์ไฟฟ้าทั้ง 5 เป็นพิเศษ เพราะมีสีฉูดฉาด และหุ่นยนต์ที่ยอดมนุษย์ ทั้ง 5 บังคับ เพื่อต่อสู้กับปีศาจที่ขยายตัวนั้นผมชอบมากๆ

ช่วงนั้น มีทั้งหุ่นยนต์ยางตัวสูง หุ่นยนต์ประกอบ และฮิตมากถึงกับมี บางรายเอาหุ่นยนต์ประกอบของ ยอดมนุษย์ไฟฟ้า มาทำแบบประกอบ จากกระดาษมี 4 สี ชุดละ 10 บาท

ซึ่งในตอนนั้น ผมคิดว่าแพงมากครับ ผมจึงขอแบบกระดาษ ที่ถูกแกะแล้วมาทำเป็นแบบ ประกอบเป็นหุ่นยนต์เหมือนของเพื่อน และระบายสี

เนื่องจากผมชอบวาดรูป และระบายสีมาก จึงไม่ใช่เรื่องยากซักเท่าไหร่

แต่หุ่นของผม ก็จะพิเศษ กว่าของเพื่อน และก็มีเล่นเหมือนเพื่อนๆ ครับ

จากนั้นมา ผมจะชอบทำของเล่น เพื่อเล่นเอง ไม่ต้องซื้อมาตลอด จากกระดาษบ้างขวดยาคูลย์ กล่องขนม-ยาสีฟัน กิ่งไม้ ไม้เสียบลูกชิ้น ไม้ไอติม จนทำให้ในเวลาต่อมา ก็เริ่มมีเด็กรุ่นใกล้เคียงกันมาขอซื้อที่บ้าน ผมก็เลยทำขายเรื่อยมา

หุ่นยนต์ตัวแรกของผม คือหุ่นของยอดมนุษย์ไฟฟ้าทั้ง 5 นั่นแหละครับ

ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของผมอีกอย่างหนึ่ง

ขอบคุณ คุณทรงทอม ที่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องนี้ ขึ้นมาอีกครั้ง

ขอบคุณครับ
6/11/08

35 : เยี่ยมโรงเรียนเก่า โยธินบูรณะ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ บทความตอนนี้ ผมอยากจะกล่าวถึง โรงเรียนโยธินบูรณะ ซึ่งผมเรียนชั้นมัธยมศึกษา 6 ปี ที่นี่ ผมจบจากโยธินฯ ปี พ.ศ.2533 ก็ราวๆ สัก 18 ปีได้แล้วครับ ผมเป็นศิษย์เก่าที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะผมไม่เคยกลับไปเยี่ยมเลย หมายถึงไปเยี่ยมอาจารย์ หรือ คุณครูนะครับ แต่ถ้าแบบว่า เข้าไปในรั้วโรงเรียน ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านประจำ ระลึกความหลัง ไปเดินรอบสนาม เหมือนเล่นมิวสิควีดีโอ ประมาณนี้ ก็สัก 5-6 ครั้ง ได้ครับ

จนเมื่อ 2 เดือนก่อน ผมได้เริ่มงานใหม่อีกงานบางตัว ที่เกี่ยวข้องกับภาษาอังกฤษ
เป็นโปรแกรมการเรียนภาษาอังกฤษด้านการออกเสียง จึงนึกถึงโรงเรียน ที่ผมเคยเรียนขึ้นมาทันที จึงตัดสินใจโทรไปที่โรงเรียน และขอสาย อาจารย์ที่เคยเป็น อาจารย์ประจำชั้น นัดหมายกัน จนผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนแบบสมบูรณ์ คือ ได้ไปพบอาจารย์ด้วยครับ เนื้อหาที่คุยกัน ก็มีจุดมุ่งหมายหลายอย่าง เช่น ผมเคยได้รับทุนจากโรงเรียน จึงอยากมอบชุดการเรียน 100 ชุดให้กับโรงเรียน ผมอยากให้นักเรียนรุ่นน้องได้รับความรู้พื้นฐานที่ถูกต้อง ด้านการออกเสียงภาษาอังกฤษ

ต่อมาเมื่อวันที่ 31/10/08 ผมกับอาจารย์ ก็ได้ไปที่โรงเรียนโยธินบูรณะอีกครั้ง โดยอาจารย์ธีระ ไปบรรยายเกี่ยวกับที่มา และพื้นฐานของโปรแกรมฯ อย่างสนุกสนาน


พอดีว่า ไม่ได้เตรียมกล้องไป จึงถ่ายจากมือถือ ภาพจึงอาจจะไม่ละเอียดเท่าไหร่ ต้องขอโทษนะครับ ที่เห็นยืนบรรยายอยู่ในภาพแรก คือ อาจารย์ธีระ กรรมการผู้จัดการของบริษัท Education at Click จำกัด ครับ


ผมนั่งบนรถเข็น อาจารย์บุญทิพา ยืนใส่ชุดสีม่วงอยู่ครับ


และที่นั่งฟังกันอยู่นี้เป็น น้องๆ จากโครงการภาคภาษาอังกฤษ ครับ


ผมดีใจมาก เลยที่อาจารย์หลายๆ ท่าน จำผมได้ และผมก็จำอาจารย์ได้ทุกท่าน จากนั้นทางอาจารย์ก็สนใจที่จะนำโปรแกรมนี้ ไปเสริมความรู้ให้กับนักเรียนภายนโรงเรียนอย่างตั้งใจ ทางผมกับคณะบริหารงาน ก็ได้มีโอกาสมานำเสนอความรู้นี้ ให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยม 3

แล้วก็มีโอกาสได้มาพบอาจารย์ที่เคยสอนวิชาฟิสิกส์ต่ออีก 2 ชั่วโมง ตอนแรกๆ อาจารย์ก็ยังจำผมไม่ได้ พอจำได้ ก็สนทนากันสนิทขึ้น ดังนั้น วันศุกร์ที่ 31/10/2551 ที่ผ่าน ผมมีความสุขมากๆ กับความเข้าใจที่ทางอาจารย์ทุกท่านมีให้

อ่านแล้ว ใครคิดถึงโรงเรียนเก่ากันขึ้นมา ก็แวะไปเยี่ยมกันได้นะครับ บางทีพอเราไปนั่งกินข้าว หรือก๋วยเตี๋ยว ร้านประจำ อาจจะมีความสุขกันขึ้นมาได้นะครับ


ขอบคุณครับ
ปรยา
1/11/2551

27 : มุมมองที่แตกต่าง จากความรู้สึกในความเป็นผู้พิการ

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านบทความของผม คราวนี้ผมมีความคิดเห็นสำคัญมาลองแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ครับ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นผมขอเกริ่นนำก่อนด้วย เมื่อวันเสาร์ที่ 19/4/2551 ผมได้มีโอกาสไปร่วมประชุมกลุ่มผู้พิการ เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม จากผู้พิการเอง เพื่อผู้พิการ



เริ่มจากผมได้รับการขวนให้เข้าร่วมประชุมกลุ่ม จากคุณเอิร์ธ (กลุ่ม IL Bangkok) ซึ่งผมสนใจที่หัวข้อการประชุม และผู้พูดเป็นชาวต่างชาติ จากอังกฤษ (ชื่อคุณ Mark) เพราะผมอยากรู้ถึงมุมมองจากชาวต่างชาติ และข่าวสารของประเทศเขาครับ มีการประชุมที่พื้นที่และอาคารกลาง ของหมู่บ้านกฤษดานคร 10 มีเพื่อนเข้าร่วมประชุมประมาณ 15-17 คน และผมไปสายด้วยครับ
.
คุณมาร์ค ได้พยายามปลูกฝังแนวคิดให้ผู้พิการ รู้จักเปลี่ยวแนวคิดทางการแพทย์ (ที่เกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง) ให้เป็นแนวคิดเชิงสังคม คือรู้จักปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพื่อการดำรงชีวิตของตนเอง จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในระดับสังคมต่อไป รวมถึง ได้พูดถึง อนุสัญญาฯ ระหว่างประเทศ ที่มีการลงนามครบทั้ง 20 ประเทศแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย และปลูกฝังแนวคิดให้ผู้พิการควรจะดูแลผู้พิการเอง ไม่ใช่ให้คนปกติมาดูแล
.


จากนั้นช่วงบ่ายมีการทำ work shop แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือเล่นละคร และเขียนภาพ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเทคนิคที่ดี เพราะการเล่นละคร เหมาะกับคนที่กล้าแสดงออก ส่วนกลุ่มเขียนภาพเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ซึ่งตัวผมเองก็ลังเลอยู่พอสมควร แต่ไม่ใช่ว่าจะอยู่กลุ่มไหนนะครับ ดูว่าผมควรจะไปช่วยกลุ่มไหนดี ผิดคาดครับมีคนไปรวมตัวที่แสดงละครมากที่สุด คือส่วนใหญ่เลย ผมจึงเลือกไปกลุ่มเขียนภาพ ซึ่งเป็นงานถนัดของผม


สรุปกันได้ว่า กลุ่มเขียนภาพเลือกที่จะตอบโจทย์หลายแนวทาง จากโจทย์ข้อเดียวกัน เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มที่ เนื่องจากต้องทำความเข้าใจกับเพื่อนๆ ให้เข้าใจตรงกันก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ในการประชุมกลุ่มแต่ในใจผมก็มีบางอย่างที่อาจจะเริ่มคิดแตกต่างบ้างครับ
.


จากนั้นก็เป็นการเริ่มแสดงละคร ซึ่งกล่าวถึง 2 เหตุการณ์ คือพ่อ-แม่-พี่ ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของลูกชายที่พิการกับแฟนที่เป็นคนปกติ ซึ่งเหตุการณ์แรกคือ ไม่ยอมให้อยู่ด้วยกัน แต่อีกเหตุการณ์ยังยินยอมให้อยู่ด้วยกันและอวยพรให้อดทนซึ่งกันและกัน มาถึงตรงนี้ก็เริ่มมีบางมุมที่ผมมองต่างมุม อีกเช่นกันครับ


และก็มาถึงกลุ่มที่วาดภาพที่อธิบายถึงคนพิการที่ตัวใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อไปถึงห้องเอ็กซ์เรย์ กลับไม่ได้รับบริการ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่อุ้มขึ้นเตียง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาเชิงการแพทย์ และสมาชิกกลุ่มตอนแรกก็มีมุมมองว่า ต้องมีเจ้าหน้าที่หลายคนมาอุ้มก็น่าจะดี ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นมุมมองเชิงการแพทย์เช่นกัน แต่หลังจากที่พวกเราได้รับคำแนะนำจากคุณมาร์ค และคุณเอิร์ธ ก็เริ่มเข้าใจมุมมองเชิงสังคม จึงร่วมกันเสนอแนวคิดแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น 4 แนวทางคือ

  • เสนอว่าเตียงเอ็กซ์เรย์ควรปรับระดับได้ เพื่อให้สะดวกในการใช้บริการ
  • เสนอว่ารถเข็นของผู้พิการควรปรับเป็นเตียงได้ เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายตัว
  • เสนอว่าควรใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์แบบเคลื่อนที่ได้มาให้บริการ
  • เสนอว่าอาจจะมีเครื่องยกตัวผู้ป่วย เพื่อเข้าไปที่เตียงเอ็กซ์เรย์ได้

ต่อมาก็มีการพูดคุยสรุปประเด็นกัน มีการตอบคำถาม มอบของที่ระลึก และขอบคุณคุณมาร์คที่มาเป็นวิทยากรให้ทุกคน จากนั้นก็ออกไปถ่ายรูปกันที่ด้านนอก และก็แยกย้ายกันกลับ

มุมมองที่แตกต่างจากการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ คงเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องเดียวกันกับแนวคิดที่ได้รับการปลูกฝังจากคำบอกเล่าของคุณมาร์ค หรือแม้แต่แนวคิดเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอิสระ คือ

  • "ผู้พิการมีสิทธิเฉกเช่นคนปกติทั่วไป อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติ"
  • "ผู้พิการไม่ต้องการให้คนปกติ เวทนา สงสาร เห็นใจ จ้องมอง หรือแม้เป็นคนพิเศษ ในสายตา"
  • "ผู้พิการควรจะยอมรับตัวเอง และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเอง เพื่อการดำรงชีวิตอิสระในแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง"
  • "ผู้พิการไม่ควรถูกแยกออกจากสังคม ควรอยู่ร่วมกับครอบครัว และสังคม กับคนปกติ"
  • "ผู้พิการควรได้รับโอกาสปกครอง ผู้พิการด้วยกันเอง เพราะน่าจะเข้าใจความพิการมากกว่าคนปกติ"

ผมก็เข้าใจและเคารพแนวคิดในลักษณะนี้อยู่แล้ว ในมุมมองคล้ายๆ กันนี้ ผมอยากจะขอลองนำเสนอแนวคิดส่วนตัวที่อาจจะดูคล้ายๆ แต่อาจจะมีความแตกต่างบ้างนิดหน่อยนะครับ คงเริ่มจากตัวอย่างของตัวผมเอง ที่ใช้ในชีวิตประจำวันครับ

  • หลังจากผมเริ่มเป็นผู้ทุพพลภาพ ผมอาจจะมองข้ามความพิการรุนแรงที่ผมเป็นไปเลยก็ว่าได้ เพราะการที่ร่างกายผมเป็นแบบนี้ เป็นเพียงอุปสรรคในชีวิตเรื่องหนึ่งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุจนขาหัก ก็ถือได้ว่าเป็นผู้พิการชั่วคราว ก็ต้องมีข้อจำกัดเกี่ยวกับขาข้างหนึ่งสัก 2-3 เดือน เป็นต้น ซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตใหม่ คือต้องหาวิธีการที่จะทำให้ตัวเองสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงกับรูปแบบเดิม ในระยะสั้นๆ ดังนั้นผู้พิการรุนแรง ภายหลังอย่างผม ก็เพียงแต่ปรับความคิดว่า เรามีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น (ซึ่งอาจจะมากๆ สักหน่อย) และไม่ใช่ระยะเวลาสั้น แต่มันนานถึงตลอดชีวิตที่เหลือ ก็เท่านั้น
  • จากนั้นเมื่อคิดได้ และดำรงชีวิตได้ ก็ถึงเรื่องทำงาน ตลอดเวลาที่ผมเป็นผู้ทุพพลภาพผมทำงานตลอด ผมมักได้ยินคำพูดของลูกค้าบ่อยๆ ที่ทราบเรื่องผมทีหลังว่าเป็นผู้ทุพพลภาพ เช่น "คุณปรีดา ไม่เคยมาเยี่ยมสำนักงานผมเลย ผมอยากพบคุณปรีดา" จนผมต้องบอก ลูกค้าเข้าใจและขอมาเยี่ยม หรือมาพบเองที่สำนักงาน และมักพูดทุกคนว่า "ร่วมงานกับคุณปรีดา คิดว่าเป็นคนปกติ ไม่คิดว่าพิการ เพราะผลงานหรืองานที่ทำก็ปกติ และดีกว่าบริษัทอื่น พูดคุยด้วยก็ไม่ได้สังเกตุอะไรได้เลยว่าเป็นผู้ป่วย" และผมก็มักพูดบ่อยๆ ว่า "ผมปกติดี ป่วยเพราะอุบัติเหตุ ร่างกานยและจิตใจแข็งแรงดีเหมือนคนทั่วๆ ไปครับ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับการทำงาน"
  • โดยส่วนตัวแล้ว เป็นเพราะว่าผมมีแนวความคิดส่วนตัวว่า
  • ผมไม่อยากบอกว่าตัวผมพิการ เพราะทันทีที่ลูกค้าทราบ อาจตีค่า ความสามารถของผมต่ำทันที ทำให้ผมหมดโอกาสได้แสดงความสามารถ
  • แต่เมื่อผมได้แสดงความสามารถแล้ว ผมเต็มใจที่จะบอกลูกค้า เพื่อสร้างความประหลาดใจว่าคนพิการสามารถทำได้ และทำได้ดีกว่าอีกหลายๆ บริษัท เพราะผมชอบคำว่า "คุณภาพ"
  • ผมไม่ชอบมุมมอง หรือทัศนคติที่ คนทั่วไปจะมองว่าผู้พิการนั้นด้อยประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะช่วงต้นๆ ของการเป็นผู้ทุพพลภาพ ผมต้องผ่านความรู้สึกแบบนี้ตลอด จนเกิดแรงผลักดันมากมายในการทำงาน
  • ผมคิดว่า ผมมีความสามารถ ผมแค่ทำงานมากกว่าเดิม หาเครื่องมือชดเชยกับสิ่งที่ขาดไป และต้องทำให้ได้เท่าเดิมหรือดีกว่า และไม่ต้องการสิทธิพิเศษอะไร เพียงแต่ต้องปิดบังข้อมูลช่วงแรกๆ เพื่อทำให้มีโอกาสเหมือนคนปกติ
  • บางครั้งผมยังลืมตัว กลับมองสงสาร อยากช่วยคนพิการคนอื่น แสดงว่าผมคิดว่าผมปกติดี (แต่เดี๋ยวนี้ผมเปลี่ยนทัศนคตินี้แล้วนะครับ)

หลังการประชุมกลุ่ม ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ผู้พิการควรอยู่ร่วมในครอบครัว และสังคม เช่นเดียวกับที่ผมดำเนินชีวิตอยู่ รวมทั้งถ้าเป็นไปได้ ณ ตอนนี้ เวลานี้ ถ้าผู้พิการที่พอมีอำนาจในระดับสูง สามารถปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลง หรือผลักดัน เรื่องบางอย่างได้ ก็ควรทำ เช่น นำตัวละครไปแทรกในบทเรียน ที่อาจทำให้เด็กยุคใหม่มีมุมมองว่า คนพิการ เป็นคนปกติ อยู่ร่วมกันในสังคมได้ฉันท์เพื่อน ไม่ด้อยค่า ด้อยประสิทธิภาพอะไร จากนั้นเด็กๆ เหล่านี้ก็จะโตขึ้น และมองการอยู่ร่วมกันของผู้พิการในสังคม เป็นเรื่องปกติ

แต่ผมกลับมีมุมมองที่ต่างกันเรื่อง การที่ผู้พิการรวมตัวกันที่จะเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะผมกลับเห็นว่า สังคมไทย เป็นสังคมที่ต่างจากประเทศอื่น ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมถูกสังคมเอาเปรียบอะไร เพราะผมอาจจะชดเชยสิ่งเหล่านั้นได้ ควรเรียกร้องแต่พอดี แต่ควรไปปรับที่แนวคิดให้คนรุ่นใหม่ดีกว่า เพราะ "ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก"

ยิ่งผู้พิการรวมตัวมากเท่าไหร่ ยิ่งกลุ่มผู้พิการเข้มแข็งมากเท่าไหร่ สังคมยิ่งมองผู้พิการเป็นกลุ่มๆ หนึ่งไปตลอด และผมยังคิดต่อไปอีกว่า "ผู้พิการไม่ใช่คนดีเสมอไป ผมหมายถึงบางคนอาจมีนิสัยส่วนตัวไม่ดี" ซึ่งอาจทำให้สังคมก็มองภาพรวมว่า ผู้พิการมีปัญหา เป็นตัวปัญหา บกพร่อง ดังนั้นถ้าตัวผู้นำกลุ่มคนพิการพยายามมากเท่าไหร่ เพื่อจะให้คนในสังคมคิดว่า "ผู้พิการเป็นคนปกติ" ผมกลับมองว่ายิ่งจะทำให้ถูกมองแยกออกไปจากสังคม มากขึ้นเรื่อยๆ

ขอย้ำอีกทีว่า เป็นความคิดของผมคนเดียวเท่านั้นนะครับ

จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนครับ ผมอาจจะยังอธิบายไม่ดีเท่าที่ควร ผมอาจจะขอเรียบเรียงแนวคิด และภาษาใหม่ ผมอาจต้องอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อจะได้เขียนบทความที่เข้าท่ากว่านี้ครับ

บทความนี้ยาวมากแล้ว คงต้องจบลงแค่นี้ก่อนนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรยา 23/4/2551