Showing posts with label วิจารณ์. Show all posts
Showing posts with label วิจารณ์. Show all posts

วันเกิดเธอ (2) : หนังโปรด The last samurai

ภาพนี้ผมมีความรู้สึกว่า มีความเป็นตัวตนของผมได้ดีในช่วงเวลานี้ มีสมาธิ คนเดียว มุ่งมั่น กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ และมั่นใจในสิ่งที่ทำ

หนัง The last samurai เป็นหนังที่มีเนื้อหาที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง และผมคิดว่าคงมีหลายคนมากมายที่คิดอย่างผม ชอบหนังเรื่องนี้ หรืออาจจะรักหนังเรื่องนี้อย่างผมเลยก็ได้ มีผู้คนมากมายที่วิจารณ์หนังเรื่องนี้ มีข้อมูลมากมายของหนังเรื่องนี้ให้ได้อ่านกันบนโลกอินเตอร์เน็ต แต่มีน้อยคนที่จะเขียน หรืออธิบายในบางอย่างที่ผมอยากจะเขียน

หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นที่ " จิตวิญญาณของนักสู้ (samurai) " ที่ทำให้พระเอกของเรื่องได้ค้นพบว่า สิ่งนี้แหละคือ สิ่งที่เขาค้นหามาตลอด และยอมที่จะตายอย่างสมศักดิ์ศรี ดีกว่าอยู่อย่างคนที่ขี้ขลาด และทำอะไรๆ ที่ขาดจริยธรรม ส่วนคัทซึโมโต้ ก็ยอมรับจิตวิญญาณของความเป็นนักสู้แบบตะวันตก ที่จะสู้ให้ถึงที่สุด จนกว่าตัวเองจะตาย อยบ่างสมศักดิ์ศรี แต่ไม่ใช่หวาดกลัว ทั้งสองคนได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณของต่างวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน



และตอนท้ายของเรื่อง จิตวิญญาณของนักสู้ทั้งสอง ยังสร้างปรากฏกาณ์การยอมรับ "จิตวิญญาณของนักสู้" ได้ถึง 3 เหตุการณ์

1. สามารถทำให้ ผู้พัน (อดีตผู้บังคับบัญชาของพระเอก) ยอมรับในจิตวิญญาณของนักสู้ ถึงกลับต้องลงสนามรบเอง และตายในที่สุด แทนที่จะอยู่สั่งการบนเนินเขา ซึ่งอาวุธปืนกลก็จะทำให้เขาไม่ต้องมาทิ้งชีวิต

2. เหตุการณ์ที่คัทซึโมโต้ ขอให้พระเอกช่วยคว้านท้อง ตามแบบวิถีดั่งเดิมของซามูไร ทำให้เหล่าทหารหาญ สมัยใหม่ ยอมรับนับถือ ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของ "จิตวิญญาณนักสู้"

3. ทำให้ องค์จักรพรรดิ์ กล้าที่จะแสดงออก และตัดสินใจ เลือกศักดิ์ศรีของประเทศชาติ มากกว่าจะยอมรับเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาทั้งหมด

ผมดูหนังเรื่องนี้ ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ไม่เบื่อ เหมือนที่ผมรักใครสักคน แล้วไม่เบื่อเลย

ปรยา
17 พฤาภาคม 2550

วันขึ้น (15) ค่ำ : นักขายประกันชีวิตมืออาชีพ

สวัสดีครับ ทุกคน บทความนี้ผมขอเขียนถึง ความสำคัญของ "ประกันชีวิต" และ "นักขายประกันชีวิตมืออาชีพ"

ผมมีเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย มาเยี่ยมชื่อ " อ๋อย " อ๋อยทำงานโรงงานมาตลอด ผ่านเหตุการณ์สำคัญเรื่องแม่ของอ๋อยที่ไปป่วยที่ต่างประเทศ และมาเสียชีวิตที่ประเทศไทย อ๋อยบอกผมว่าถ้าตอนนั้น แม่ของอ๋อยได้ทำประกัน อะไรๆ คงดีกว่านี้ เช่น การเดินทางกลับจากต่างประเทศ คงมีหน่วยงานที่จะประสานงานให้

อ๋อยเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือผม ในตอนที่ผมประสบปัญหาหนักเรื่องการเงิน ทั้งๆ ที่ตอนเราเรียนด้วยกัน พวกเราดูจะขัดใจกันด้วยซ้ำ

มุมมองด้านประกันภัยของอ๋อยนั้น ผมคิดว่า อ๋อยเข้าใจลูกค้าดี ถึงเขาจะพึ่งเริ่มทำไม่นาน บางประโยคที่อ๋อยพูดมานั้น ดีมาก มีประโยค หรือการอธิบายหนึ่งที่ผมอยากนำมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้อ่านกัน

" คนเรายอมเป็นหนี้ เป็นสิน กับความสะดวกสบาย เช่น ยอมเป็นหนี้เพื่อมีรถขับ เพื่อมีบ้านอยู่ เพื่อมีเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ ทุกคนยอม " ผ่อน " ให้กับ " ความอยาก และ ความสะดวกสบาย " แต่คนส่วนใหญ่ละเลยที่จะ " ผ่อน กับ ความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน " ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงลดลงในการดำเนินชีวิต

ผ่อนรถเดือนละ 8,000-15,000 บาทได้ ผ่อนบ้านเดือนละ 9,000-15,000 บาทได้ ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าเดือนละ 900-3,000 บาทได้ แต่ไม่คิด และมักมองข้ามที่จะผ่อนกรมธรรม์ชีวิตให้ตัวเองเพียงแค่เดือนละหลักพันบาทไม่ได้ ทั้งๆ ที่

ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา ผ่อนรถไม่ได้ก็โดนยึด ส่งบ้านไม่ได้ก็โดนยึด ผ่อนบัตรเงินผ่อนค่างวดต่างๆ ไม่ได้ก็โดนบริษัทกฏหมายตามทวง ตามฟ้อง แต่ประกันฯ ช่วยเหลือเรา ให้เงินเรา ทำให้คนข้างหลัง ครอบครัวของเราไม่เดือนร้อน ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ไม่ต้องห่วงเรื่องค่างานศพ อาจช่วยลดหนี้สินบางส่วนได้ด้วย "

น่าแปลกไหมครับที่คนส่วนใหญ่ ไม่เห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิต ทั้งๆ ที่ให้ประโยชน์กับเราโดยตรง หรือแม้แต่ทรัพย์สิน เช่น ประกันอัคคีภัยบ้าน เป็นต้น

ผมคิดว่าอ๋อย เป็นที่พึ่งให้คนที่กำลังสนใจจะทำประกันชีวิตได้ เพราะเขาตั้งใจจริง ถ้าคุณคิดจะทำแต่ยังไม่มีตัวแทนที่รู้จัก หรือมีตัวแทนที่รู้จัก แต่อาจจะยังไม่มั่นใจ ก็ลองติดต่อเขาได้ เขาใช้เบอร์ 081-9889552, 086-3554196 เขาเป็นตัวแทนของ " ไทยประกันชีวิต " ตอนนี้ผมว่าเขาเป็น " มืออาชีพ " แล้ว

แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะทำประกันชีวิตที่บริษัทไหน เราก็ยังคงได้รับสิทธิ์ ตลอดเท่าที่เรายังคงส่งเบี้ยอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเรามีตัวแทนดีๆ ที่ดูแลเรา ก็จะสะดวกขึ้นในเรื่องการให้คำแนะนำ หรือการเคลม เมื่อเราต้องใช้สิทธิ์ครับ

ในความรู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพ ผมก็นึกถึง " พี่จันดี " ขึ้นมาอีกคนครับ พี่เขาทำอยู่ที่ " อยุธยา ซีพี อลิอันซ์ " ประกันเป็นชีวิตจิตใจของพี่จันดี ถ้าใครสนใจทำของ อยุธยาฯ ก็สามารถโทรได้ที่เบอร์ของพี่จันดี 081-565-3933 หรือแม้แต่ ถ้าใครอยากจะเป็นตัวแทน ก็สามารถติดต่อพี่จันดีได้ครับ หรือไม่ก็ส่งอีเมล์มาได้ครับ ผมจะบอกให้พี่เขาโทรไปหา

แต่สุดท้ายแล้ว บทความนี้ ผมอยากให้เพื่อนๆ ให้ความสำคัญกับ ประกันบ้าง เริ่มง่ายๆ ก็ได้ เช่น ประกันอุบัติเหตุ ปีละ 600-1,100 บาทแต่คุ้มครอง 300,000-1,000,000 บาท เป็นต้น

ในอดีตที่ผมมีพนักงาน ผมทำประกันอุบัติเหตุให้พนักงานทั้ง 30 คนหมด เฉลี่ยคนละ 700 บาท รวม 21,000 บาทต่อปี แต่ผมสบายใจ ลูกน้องเราทำงานเกิดอุบัติเหตุ ต้องไปโรงพยาบาล ใช้สิทธิ์ได้ทันที ไม่ต้องสำรองเงิน ไม่ต้องจ่ายก่อน เบิกทีหลัง เพราะเจ้านายอย่างผมคงไม่ให้ลูกน้องต้องเสียเงินอยู่แล้ว ถ้านอกเวลางานก็คงอดสงสารไม่ได้อีก ดังนั้นถ้าต้องเสียอยู่แล้ว สู้เสียแบบควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าครับ

หวังว่าบทความนี้คงเกิดประโยชน์ เปลี่ยนมุมมองของเพื่อนๆ บางคนได้บ้างนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรยา(ปรีดา ลิ้มนนทกุล )
mobile : 086-314-7866
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 5, 2007

(ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ปัจจุบันอ๋อย เพื่อนผมเขาเลิกทำอาชีพนี้แล้ว แต่ยังคงดูแลลูกค้าเก่าอยู่ อาจเป็นเพราะเจออุปสรรคหลายๆ เรื่อง แต่สำหรับพี่จันดี (081-565-3933) แล้ว คงทำไปตลอดชีวิตนี้เลยครับ ไม่ต้องเป็นห่วง สำหรับคนที่ต้องการตัวแทนดีๆ ครับ ผมอัพเดทเมื่อวันที่ 2/8/2009 เนื่องจากมีผู้สนใจสมัครเป็นตัวแทนกับพี่จันดีครับ

ขอบคุณครับ/ ปรยา - ปรีดา ลิ้มนนทกุล)

เลขที่ตอนมัธยม (14) : คิดบวก เมื่อยังต้องเป็นพนักงาน

สวัสดีครับ ทุกคน บทความนี้ผมตั้งใจเขียนให้ผู้อ่านบ้างท่านที่กำลังทำงานเป็นลูกจ้าง หรือพนักงานอยู่ ทั้งที่จบใหม่ และกำลังทำงานอยู่ ได้มีโอกาสมอง มุมมองของผมที่มีต่อการทำงานในอดีตครับ

ก่อนหน้านี้ ก่อนรถคว่ำ ผมยังคงเป็น Sale Engineer ทำงานที่บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ( Berli Jucker Public Co. Ltd.) แถวสุขุมวิท 42 ดูแลสินค้าเกี่ยวกับเครื่องชั่งรถบบรทุก (Truck Scale)
ทุกคนสามารถอ่านประวัติคร่าวๆ ของผมได้ที่ บทความนี้ และก็จะทราบว่า ผมเข้ามาทำงานที่ Berli Jucker หรือ BJC เป็นรอบที่ 2 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราผมเคยออกมาแล้วครั้งหนึ่ง (เป็นการขอลาออกเอง)

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมต้องขอขอบคุณบุคคล 3 คนที่ช่วยผลักดันให้ผมได้กลับมาทำงานที่ BJC ในรอบ 2 นี้จนสำเร็จ คือ บอย-นิตินัย (เพื่อนในที่ทำงาน ที่อยู่ทำงานให้ทาง BJC มาตลอด) คุณไพศาลที่ขณะนั้นเป็นผู้จัดการของบอย และอาจารย์ธีระ ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการเก่าของผม ขณะนั้นท่านคุมอีกแผนกหนึ่ง

ครั้งแรกนั้นผมทำงานที่นี่ (ซึ่งผมก็ตั้งใจทำงานทุกที่เหมือนกันหมด) ผมใช้เวลาศึกษางานในส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกเวลางาน ถึง 2-3 ทุ่มเป็นประจำ เสาร์-อาทิตย์ถ้ามีงานที่ต้องทำเอง เช่นพบลูกค้า หรือการเตรียมงาน ก็จะทำอย่างเต็มใจ เพราะเราเป็นนายของตัวเอง ชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอด

หลังจากออกไปแล้ว เคยช่วยแสดงความคิดเห็นกับงานที่ BJC หลายครั้ง เพราะเป็นงานเก่าที่เป็น project ของผม ผมรัก BJC ที่เปรียบเสมือนโรงเรียน ให้ความรู้ด้านการทำงานแทบทุกด้าน เช่น งานด้านการตลาด การขาย เกี่ยวกับเอกสารสำคัญ การคิดต้นทุน บัญชี การนำเข้า การประสานงาน เป็นต้น

และจากการทำงานทุกๆ ที่ทั้ง 9 แห่ง
(บทความเก่า เกี่ยวกับประวัติส่วนตัว) ปัจจุบันนี้ ผมนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด เพราะผมตั้งใจศึกษางานทุกที่อย่างเต็มที่ทุกแห่ง

มนุษย์เราไม่ทราบอนาคต ดังนั้น การเตรียมตัว หมายถึงการทำงานอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาของผม จึงเกิดประโยชน์สูงสุดในปัจจุบัน ที่ผมเป็นผู้ทุพพลภาพอยู่.........ที่ผมต้องเกริ่นนำมาซะยาวขนาดนี้ ก็เพราะจะนำเสนอมุมมองของผม ที่ผมได้มีโอกาสอธิบายให้น้องคนหนึ่งฟังทางโทรศัพท์ ซึ่งก็คุยหลายเรื่องจนถึง...

ผมอยากให้มองว่า โดยปกติแล้ว ถ้าเราจะตั้งบริษัท ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร แค่คิดแล้วลงมือ ก็ต้องเริ่มลงทุนแล้ว ตั้งแต่จดทะเบียนบริษัท ใช้เงิน 12,000-15,000 บาท (โดยประมาณ) ซื้อเฟอร์นิเจอร์-คอมพิวเตอร์ อาจต้องจ้างลูกน้องสัก 1 คน ตต้องเสียค่าน้ำ-ไฟฟ้า-โทรศัพท์ ทุกเดือน หรืออะไรๆ อีกหลายอย่าง ที่ผมไม่ได้กล่าวถึง สุดท้ายต้องต่อสู้กับ ความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจ ที่อาจจะดี หรือไม่ดี สำเร็จ หรืออาจล้มเหลวก็ได้

ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ คือ " ประสบการณ์ " ผมจึงสรุปให้น้องได้มีมุมมองว่า ถ้าเราคิดในเชิงบวก การที่เราไปเป็นพนักงาน ไม่ว่าจะได้เงินมากหรือน้อยกว่าที่ตั้งใจก็ตาม ถือว่ากำไรแล้ว ได้ทั้งเงินเดือน ได้ทั้งโอกาสที่จะทดลองทำงานอย่างเต็มที่ ได้เรียนรู้โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินลงทุน เงินเดือนคือกำไร ที่เราไม่มีทางขาดทุนแน่นอน ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว

ต้องทุ่มเททำงานให้เหมือนกับบริษัท เป็นของเราเอง ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว เราจะได้ประโยชน์หลายทางพร้อมๆ กัน

- ได้ศึกษาเรียนรู้อย่างเต็มที่ ทำให้มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น ได้ใช้เวลาเต็มที่
- ทำให้มีผลงาน ผู้ใหญ่รัก มีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
- บริษัทได้ประโยชน์เต็มที่ ประเทศชาติได้ประโยชน์จากการทำงานของเรา เราเป็นฟันเฟืองสำคัญในสังคม

มุมมองต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผมเป็นคนคิดบวกในการทำงาน และดำรงชีวิต ผมหวังว่าบทความนี้ คงเป็นมุมเล็กๆ สำหรับบางคนที่อาจจะกำลังเบื่อหน่ายในงานที่กำลังทำอยู่ ก็อาจจะพอกระตุ้นให้กระตือรือล้นได้บ้างนะครับ

ขอบคุณครับ

ปรยา(ปรีดา ลิ้มนนทกุล )
mobile : 089-3263248
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
update : Aug 5, 2007





วันเกิดน้อง (13) : " ยาม " มืออาชีพ

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมอยากเขียนถึง "ยาม" หรือ "รปภ." ที่เป็นมืออาชีพ

โดยปกติ รปภ. ถือว่าอยู่ใกล้ชิดพวกเรามาก เป็นอาชีพที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งในแง่มุมทางด้านความปลอดภัย และไม่ปลอดภัย นานๆ ครั้งเราจะได้ข่าวทางทีวีว่า ยามทำร้ายประชาชนที่อยู่ในการดูแล เช่น พนักงานในบริษัท ที่ รปภ. นั้นดูแล หรือเป็นสายให้โขมยมาขนของตาม คอนโดฯ หมู่บ้าน เป็นต้น ผมคิดว่า ในมุมนี้ รปภ. ก็เป็นอาชีพที่มีคนมาจากหลากหลาย และการทำอะไรที่ไม่ดี ก็ง่ายกว่าทำดีอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ อาชีพ รปภ. จะมีคนไม่ดีด้วย

อาชีพ รปภ. เป็นอาชีพที่ค่อนข้างมีโอกาสกระทำผิดได้มากกว่าอาชีพอื่น ถ้าไม่นับ อาชีพตำรวจ หรือข้าราชการ ที่มีอำนาจในมือ เพียงแต่ รปภ. นั้นมีหน้าที่ ที่ผู้ว่าจ้างไว้วางใจให้ดูแลมากกว่า เท่าที่ผมรู้มา รปภ. จะอยู่ในพื้นที่ไม่นาน ต้องถูกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้มีโอกาสที่จะทำผิดกฎหมายได้

บ้านของผม (ที่กำลังจะย้ายแล้ว) อยู่ที่หมู่บ้านบุศรินทร์ ถนนบ้านกล้วย-ไทรน้อย ซึ่งเป็นโครงการของเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พอเจ้าบ้านแต่ละหลังผ่านป้อมยามเข้ามา จะได้รับการเคารพ (ตะเบะ) แต่ถ้าเป็นบุคคลอื่นเข้ามา ก็ได้รับการตะเบะเหมือนกัน แต่จะถูกตามด้วยจักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ เพื่อคอยสังเกตุว่า มาตรงกับบ้านเลขที่ ที่แจ้งไหม มาดีหรือร้าย และก่อนจะออก ก็ต้องคืนใบเข้าพบเจ้าของบ้าน พร้อมลายเซ็นต์ จึงจะคืนบัตรประชาชนให้ ถ้าไม่มีลายเซ็นต์ ก็ต้องไปให้เจ้าของบ้านเซ็นต์กลับมาใหม่

รปภ. ที่นี่ยังมีหน้าที่คอยเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้เจ้าของบ้าน ถ้าโทรมาขอความช่วยเหลือที่ป้อมยาม บางครั้งผมก็ขอให้พวกเขามาอุ้มจากชั้น 2 เข้ารถ TAXI ด้วยครับ ถ้าลูกบ้านให้ช่วยยกของก็จะเข้าไปช่วย ถ้าเราไม่อยู่แล้วให้ดูแลเป็นพิเศษ ก็ได้อีกเช่นกัน ดูๆ แล้วก็ทำได้แทบทุกเรื่องครับ ถ้าเราขอไป

ผมเคยได้ยินจากคณะกรรมการหม่บ้านว่า ในด้านการบริหารจัดการแล้ว หมู่บ้านที่ผมอยู่ แม้แต่โครงการของแลนด์ฯ เองก็ต้องส่งคนมาดูงาน ดังนั้นส่วนงานของ รปภ. ก็เป็นอีกอย่างที่เชิดหน้าชูตาโครงการได้


ภาพป้อมยาม หน้าโครงการ


นี่คือโฉมหน้าของ หัวหน้า รปภ. ของหมู่บ้านที่ผมอยู่ ชื่อเท่ห์อีกต่างหาก นาม "ไกรทอง"


ผมอยากจะถ่ายภาพตอนช่วงปีใหม่มาให้ดู จะเห็นเลยครับว่า รปภ. ที่นี่ได้ของรางวัลเต็มเต๊นท์เลยครับ เรียกว่า บ้านหลังไหนไม่ให้ คงจะรู้สึกผิดมากๆ และคงต้องอาย เวลาขับรถผ่านป้อมยาม มาก น้อย อย่างไรก็ต้องให้ เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานมาทั้งปี ส่วนผมนั้นแม้แต่ข้าวที่เหลือในหม้อหุงข้าวก็ควรให้เขา ไม่ทิ้ง ในความรู้สึกของผมแล้ว พวกเขาคือ " ยามมืออาชีพ "

ขอให้ทุกคนมี " ยามมืออาชีพ " ใกล้ๆ ตัวนะครับ

ขอบคุณครับ


ปรยา(ปรีดา ลิ้มนนทกุล )
mobile : 089-3263248
Tel. & Fax.: 02-9232724
email : preeda.limnontakul@gmail.com
email : preeda@gpaymentservice.com
website : http://www.gpaymentservice.com/
update : July 23, 2007

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2526 ผมอายุ (12) ปี : เอาของเขามาเล่า : "ฉี่" อย่างไรไม่ให้หยดลงพื้น

ผมเป็นแฟนเว็บไซต์ของคุณวินทร์ เลียววารินทร์ ชื่อ winbookclub.com และต้องไปหาเพื่อนๆ ที่ "ห้องสนทนา" เมื่อวันที่ 11 กค. 2550 ผมได้เข้าไปอ่านบทความหนึ่งที่น่าสนใจ จึงอยากนำมาให้ทุกคนได้อ่าน มีชื่อบทความว่า "ฉี่"อย่างไร ไม่ให้หยดลงพื้น ของ ทุเรียนแกล้มเหล้า ดังนี้ครับ

.................................................................

"ฉี่"อย่างไร ไม่ให้หยดลงพื้น เมื่อ: 2007-07-11 16:40:33






สวัสดีทุกท่าน มีอะไรจะเล่าให้ฟัง

เช้าวันนี้ขณะที่ผมเดินไปเข้าห้องน้ำในที่ทำงาน ผมก็พบว่าเบื้องหน้าผมมีวัตถุบางอย่างติดบนผนังในระดับสายตาพอดี เมื่อพินิจพิจารณาดูจึงทราบว่ามันเป็นข้อความรณรงค์แกมประชดประชันให้เหล่าพนักงานชายได้ปฏิบัติการ"ฉี่"อย่างมีวินัย ผมเลยคิดถึงองค์ประกอบต่างๆในที่ทำงานผม เช่น
- บริษัทผมเป็นบริษัทมหาชน จำกัด ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
- พนักงาน 85 % จบปริญญาตรีขึ้นไป
- คนที่เดือดร้อนจากความสกปรกนี้น่าจะเป็นแผนกแม่บ้าน (ซึ่งไม่ได้จบปริญญา) แค่ความชุ่ยเพียงเล็กน้อยๆก็สามราถสร้างความเดือดร้อนที่ยิ่งใหญ่แก่คนอื่นได้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข พวกเราจึงได้ป้ายประจานความมักง่าย (ที่น่าจะใช้สอนเด็กอนุบาลตามโรงเรียน) มาให้อับอายแขกเหรื่อเล่น เราอาจสรุปได้ว่าจิตสำนึกที่ดีไม่จำเป็นต้องมาพร้อมการศึกษาที่ดีก็ได้เมื่อบ่าย...ผมเดินเข้าห้องน้ำอีกทีและก็พบหยด"ฉี่" 4-5 หยดที่พื้นกำลังรอให้แม่บ้านมาทำความสะอาดในวันต่อไปอย่างเคย ผมยืนคร่อมหยด"ฉี่"เหล่านั้น แล้วบรรจง"ฉี่"ลงในโถอย่างปราณีต ล้างมือที่อ่างเสร็จก็หันไปดูหยด"ฉี่" 8-9 หยดนั้น ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบๆ

2007-07-11 16:40:33/ทุเรียนแกล้มเหล้า

.....................................................................

หลังจากที่ผมได้อ่านบทความนี้แล้ว ทำให้นึกถึงการดำเนินชีวิตก่อนที่จะเป็นผู้ทุพพลภาพ ผมให้ความสำคัญเรื่องนี้เช่นกัน เหตุการณ์ที่คุณ "ทุเรียนแกล้มเหล้า" บอกทุกคนนั้นเป็นเรื่องจริงครับ ในฐานะผู้ชาย ที่เคยเป็นพนักงานตามอาคารสูงมาก่อน และเคยใช้บริการที่มีโถตามรูปเลยครับ

หยด "ฉี่" หรือ "ปัสสาวะ" นี้นั้น เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุสำคัญครับ คือ 1. การกระเด็นของปัสสาวะ และ 2. เกิดจากการ "สบัด" อวัยวะ ดังนั้นแล้ว

1. ตามรูปให้ยืนชิดเข้าไปนั้น เป็นการแก้ปัญหาเรื่อง "การกระเด็น" เมื่อกระเด็น ก็จะมาซึมซับที่ผนัง ซึ่งก็คือ ทั้งมือของเรา และกางเกงของเรา ครับ แต่ถ้ามองในมุมของผม อันตรายครับ เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคมากครับ เพราะโถส้วม เป็นโถสาธารณะ ใช้กันหลายคน อาจติดต่อกันได้

2. การแก้ปัญหาเรื่องโอกาสในการติดเชื้อโรค ควรจะบังคับอวัยวะให้ทิศทางของแนวการพุ่งของปัสสาวะเอียงลาดลง ไปทางด้านซ้าย หรือขวา คือ เราต้องยืนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ปัสสาวะจะไหลวนไปในทิศทางเดียวกัน และหมุนวนไปรวมกันที่ด้านล่างสุดของโถส้วมอย่างเป็นระเบียบ การกำหนดทิศทางแบบนี้ ทำให้ลดการกระเด็นได้มากทีเดียว ทำให้ลดโอกาสการติดเชื้อโรค จากการที่ปัสสาวะกระเด็นชิ่งกับโถ มาโดนอวัยวะของเรา การหมุนวนตามที่ผมอธิบายนั้นเหมือนลักษณะการหมุนวนของน้ำในโถชักโครก

3. หลังจากที่ผมปัสสาวะเสร็จแล้ว ปกติผู้ชายทุกคนจะทราบครับว่า จะมีปัสสาวะค้างที่ปลายอวัยวะ ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไม่ได้ เหมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นทางทิศตะวันออก แต่ผม " ไม่สบัด " ครับ ผมใช้ทิชชู่ซับครับ แผ่นเดียวเล็กๆ ซับเสร็จ ก็ทิ้งลงถังขยะ ไม่ต้องอายครับ เป็นผู้ชายก็ใช้ทิชชู่ได้ ผมเคยถูกเพื่อนที่ทำงานถามเหมือนกัน ผมก็อธิบายให้ฟัง พวกเพื่อนๆ ยังหัวเราะกันเลยว่า ไปฉี่ต้องใช้ทิชชู่ แต่ผมไม่สนใจ เป็นสุขภาพของเรา และไม่หยดลงพื้นด้วยครับจากการสบัด

4. ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ที่จะมีหยดปัสสาวะบนพื้นจากการกระเด็น ซึ่งก็ต้องมีบ้าง ร่องรอยจะยังใหม่ๆ อยู่ สังเกตุได้ง่ายอยู่แล้ว ผมจะใช้ทิชชู่นั้นแหละครับ เช็ดที่พื้น ก็ถือว่าเสร็จขั้นตอน ท้ายสุดๆ คือล้างมือ ก็จบขั้นตอนการปัสสาวะของผม ที่ทำเป็นประจำ

ขอบคุณ คุณทุเรียนแกล้มเหล้า ที่ทำให้ผมนึกถึงมุมเล็กๆ ของการดำเนินชีวิตของผม

ขอบคุณครับ

ปรยา (ปรีดา ลิ้มนนทกุล)

update July 11,2007

ผมกลับมาอยู่กรุงเทพอีกครั้งตอน (11) ขวบ : สุดยอดอัจฉริยะแห่งอัจฉริยะข้ามคืน

ผมชอบดูรายการ " อัจฉริยะข้ามคืน " ในคืนวันจันทร์มากเป็นพิเศษ เพราะว่าต้องคิดตามรายการ ชื่นชมคนคิดโจทย์ ซึ่งก็อาจจะสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ หรืออาจจะมีโจทย์ลักษณะนี้ในตำรา ผมชอบความบีบคั้น กดดันความรู้สึกของผู้เข้าร่วมแข่งขัน ทุกคนต้องคิด บนสถานการณ์ที่เครียด ผมมีมุมมองว่า "เป็นการจำลองชีวิตจริง" ที่ทุกคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องสู้ - อดทน - ทำมาหากิน - เคลียร์หนี้สิน - แก้ปัญหา ต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา

Concept ของรายการที่ให้ผู้เข้าแข่งขันต้องอดหลับอดนอน คือต้อง " ข้ามคืน " นี้ในความคิดผม ดีมาก เพราะผู้แข่งขันต้องใช้ " พลังชีวิต " พอสมควร บางคนอาจทิ้งความรู้สึก หรือเหตุการณ์อย่างนี้ไปนานมาก ผมจำได้ว่า ได้ยินบ่อยมากที่ ผู้ชนะมักพูดว่า " ไม่เคยต้องทุ่มเทอะไรมากมายขนาดนี้ " หรือ " นานมากแล้วที่ผมต้องทำอะไรๆ มากขนาดนี้ "

การที่นำผู้เข้าร่วมแข่งขันจากหลากหลายอาชีพมารวมกัน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสามารถในด้านต่างๆ ก็เป็นเสมือนตัวแทนคนในสังคม จากนั้นก็ให้เลือกจับกลุ่มกันเอง ก็มองได้ว่าเป็นการอยู่ร่วมกันในสังคม เพื่อแก้ปัญหา หรือโจทย์ ของทางรายการให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เปรียบดั่งการร่วมมือร่วมใจกันของคนในสัคมที่จะพาส่วนรวมไปในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นชุมชนรวมตัวกัน เพื่อปกป้องหมู่บ้านเหมือนในภาคใต้ หรือสามัคคีกันต่อต้านยาเสพติด ตามหมู่บ้านในต่างจังหวัด ส่วนโจทย์ผมมองว่าคือ ปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ผมไม่รู้ว่า จะมีใครมองรายการนี้ว่าดูแล้ว " เครียด " หรือเปล่า แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบมาก " ไม่เครียด" ผมมักบอกหลายๆ คนว่า " ผมกินความเครียดเป็นอาหาร " รายการนี้ใกล้เคียงกับการใช้ชีวิตของผมมาก เช่น ตอนเรียนลูกเสือ ผมจะหาวิธีอื่นตัดเชือก แทนที่จะใช้มีดที่มีอยู่แล้ว ผมชอบเปลี่ยนเส้นทางในการเดินทาง ทั้งๆ ที่จุดหมายเป็นที่เดิม ผมชอบจำลองสถาณการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น และหาวิธีการแก้ปัญหา หรือทำจริงเพื่อให้ทราบวิธีการ

ดังนั้นรายการนี้ จึงทำให้ผมได้ครายเครียดเป็นอย่างดี ในตอนนี้ที่ผมยกขึ้นมาเขียนเพราะชอบมากๆ คือเขานำเอา คนที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละอาทิตย์มาแข่งกันอีกรอบ และในโจทย์สุดท้ายก่อนไปชิงเงินรางวัล 1,000,000 บาท สำหรับผมแล้ว ผมมองว่าเป็น Highlight ของรายการ คือ " การถอดรหัส " ซึ่งครั้งนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะต้องถอดรหัสถึง 4 ครั้งติดต่อกัน คือ รหัส 3 ตัว, 4, 5 และ 6 ตัวครับ โดยรหัวของแต่ละตัวจะทำให้เปิดเซฟ เพื่อไปหารหัสตัวที่มากขึ้น จนเซฟสุดท้ายคือคำถาม ที่ทุกคนต้องตอบให้ถูก ผมคงไม่พูดถึงรายละเอียดอื่นของรายการ หรือผู้ชนะ แต่ผมจะขอนำ " เฉลยของการถอดรหัส " ในเกมครั้งนี้ (จันทร์ที่ 9/7/07) มาเล่าสู่กันฟัง

รหัส 3 ตัว มีคำใบ้ว่า " คมกระบี่ปีดาบ "

เฉลยคือ ให้นับตัวเลขจาก " คม " ซึ่งกระบี่มี 2 คม, เดือนที่ลงท้ายด้วย คม ใน 1 ปีมี 7 เดือน, และดาบมี 1 คม จึงได้รหัส 271

รหัส 4 ตัว มีคำใบ้ว่า " 1234 " (ทำให้ผู้แข่งขันงงเลย)

เฉลย ให้มองว่า มี 1 ตัวคือ 2 และมี 3 ตัวคือ 4 จะได้รหัส 2444 ซึ่งข้อนี้จะไปมองว่า มี 1 อยู่ 2 ตัว และมี 3 อยู่ 4 ตัว ไม่ได้ เพราะกลายเป็นว่าจะได้รหัสถึง 6 ตัวเลยคือ 113333 (จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ เป็นคำใบ้ ของรหัส 6 ตัว)

รหัส 5 ตัว มีคำใบ้ว่า " ทำมัมมี่บะหมี่เกี๊ยว "

เฉลย ให้ตีความหมายของ " ทำมัมมี่ " เป็น " พัน " มัมมี่ จึงได้ 4 ตัวแรกคือ 1000 และ ชาย 4 บะหมี่เกี๊ยว คือมี 4 มาเกี่ยวข้องกับบะหมี่เกี๊ยว จึงได้รหัส 5 ตัวคือ 10004

รหัส 6 ตัว มีคำใบ้ว่า " กดรหัสอัจฉริยะ "

เฉลย ให้มองว่าถ้าเราจะกดคำว่า " อัจฉริยะ " เป็นภาษาอังกฤษคือ " Genius " ซึ่งได้ 6 ตัวพอดี จากมือถือ เรากดที่แป้นตัวเลขไหนบ้าง จะได้ตามตำแหน่งที่กดตรงกับตัวเลขว่า 436487

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผมดูเกมนี้ทุกวันจันทร์ ผมมีความสุข คิดถึงตอนเรียน ที่มักนำเอา ตัวเลขในตั๋วรถเมล์ มาบวกกัน จากนั้นก็มาแยกส่วนประกอบ คือเอาจำนวนเฉพาะ ซึ่งก็คือ 2, 3, 5, 7, 11, 13, ... มาหาร ว่าได้กี่ตัว หรือถ้าเหลือเวลาก็นำมาถอดสแควร์รูทต่อ ภายในเวลาที่กำหนดคือ 5 ป้ายรถเมล์ จากบ้านถึงโรงเรียน

ขอบคุณครับ

ปรยา(ปรีดา ลิ้มนนทกุล )
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : July 11, 2007

แฟนบอกว่าชอบผมร้องเพลง "สิบ (10) หมื่น : The Day after Tomorrow

ช่วงนี้ได้ฟังข่าวต่างประเทศ ปรากฏว่าที่บริเวณภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น ประเทศอินเดีย บังคลาเทศ เป็นต้น กำลังประสบปัญหาอุณหภูมิสูงถึง 52 องศาเซลเซียส และมีประชาชนที่เสียชีวิตจากความร้อนนี้ด้วย

ข่าวยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้น้ำแข็งบนถูเขาหิมาลัยกำลังละลายอย่างหนัก เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ซึ่งภูเขาหิมาลัยยังเป็นต้นกำเนิดสำคัญของแม่น้ำ 6 สายหลักในเอเชีย ดังนั้นสภาะวะที่ชาวเอเชียต้องประสบคือ ภาวะน้ำท่วม และพายุไซโคลน จากนั้นก็จะตามมาด้วยสภาะแล้วน้ำ จนนำไปสู่โรคระบาดในที่สุด

ฟังดูสภาวะอากาศที่แปรปรวนช่วงนี้ โดยเฉพาะสภาวะร้อน ทำให้นึกถึง หนังเรื่อง " The Day after Tomorrow " ครับ ถ้าใครเคยได้ดูจะเห็นว่าค่อนข้างใกล้เคียงมาก ยิ่งถ้าติดตามข่าวสารย้อนหลังซัก 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งน่ากลัวจริงๆ

ถ้าเป็นไปได้พวกเราที่เปรียบเสมือนมด-ปลวก ลองมาช่วยกันประหยัดพลังงานกันนะครับ คนละเล็ก ละน้อย เช่น ซื้อแอร์ก็ควรเบอร์ 5 ใช้หลอดไฟก็ควรเป็นหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ ไม่ใช่หลอดไส้ นั่งรถก็ควรวางแผนไปกันหลายคน เป็นต้นครับ ช่วยๆ กัน

งานส่วนตัวของผมในอนาคตอันใกล้นี้ก็คงช่วยในส่วนนี้ได้ มีอีกงานหนึ่งของผมที่จะช่วยประเทศไทยทางอ้อมได้ครับ คือการรับฝากชำระค่าน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์ ที่เน้นกรณีเกินกำหนด-โดนใบเตือน-ถูกตัด ทำให้ผู้คนไม่ต้องเสียเวลา-ค่าจ้าง มากมาย และเป็นการประหยัดน้ำมันไปในที่สุด ผมเคยคิดเล่นๆ นะครับช่วยชาติประหยัดน้ำมันประมาณ 500 กว่าล้านบาท ถ้ามียอดบิลประมาณ 1 ล้านบิล จากนี้ต่อไปผมจึงมีความคิดที่เกี่ยวข้องกับงานที่จะนำเสนอออกมาในลักษณะนี้ครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : June 17, 2007

เลขมงคล (9) : คิดถึงคุณครูคณิตศาสตร์

บทความ : คิดถึงคุณครูคณิตศาสตร์ ผมเคยพิมพ์ใน winbookclub.com/8898 จึงนำมาลงเพื่อเก็บรวบรวมเป็นหมวดหมู่ครับ มีเนื้อหาดังนี้

วันนี้ได้มีโอกาสสอนเลข ให้กับเด็กคนหนึ่งทางโทรศัพท์ ทำให้ผมคิดถึงคุณครูสอนคณิตศาสตร์ชั้น ม.5 ถ้าจำไม่ผิด ท่านชื่อ อ.สุดศรี กาญจโนมัย

อาจารย์อายุมากแล้ว ผิวหนังเหี่ยวย่น ตัวเล็กมาก เสียงของคุณครูปานกลางไม่ดัง (ถ้าโกรธ ก็จะดัง) ไม่เบา แต่ส่วนใหญ่คุณครูหลายๆ ท่านก็จะใช้ลำโพงและไมค์รวมกับสมุดของเด็กทั้งห้อง ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหมด คุณครูสุดศรี เป็นคุณครูอีกท่านหนึ่งที่ผมจะไม่รีรอที่จะเข้าไปช่วยเหลือคุณครูทุกเรื่อง ถ้าทำได้ เช่น

ไปรอที่ห้องพักครูเพื่อช่วยอุ้มสมุด ส่วนคุณครูก็จะถือไมค์ กับลำโพงเมื่อคุณครูเขียน หรืออธิบายเสร็จ ผมจะช่วยคุณครูลบกระดาน เพราะคุณครูตัวเล็กโดยที่ไม่ต้องพูดจา หรืออธิบายอะไรกันมากมาย ผมมีความรู้สึกดีทุกครั้ง ที่ได้ยินคำว่า" ขอบใจนะ ปรีดา " จริงๆ แล้ว เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดกับผมบ่อย จนอาจจะเป็นปกติ

ปกติ จนเพื่อนว่าผมประจบคุณครู เพื่อนเอาเต็มคะแนนจิตพิสัย แต่ผมไม่สนใจผมคิดว่าถูก ผมก็ทำ

แต่ความประทับใจเกิดขึ้น เพราะคุณครูพูดกับผมว่า " ครูจะไม่มีวันลืมเด็กที่ชื่อ ปรีดาตลอดไป " ด้วยเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง

ที่ใต้ถุนตึก ม.ปลาย โรงเรียนโยธินบูรณะ มีการจัดการแข่งขันตอบปัญหาคณิตศาสตร์ซึ่งพวกเราแทบจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย เพราะเป็นการแข่งขันที่รู้ปุ๊บ ก็ต้องส่งตัวแทนห้องคนที่เก่งคณิตฯ ที่สุดปั๊บ

ทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่า คงจะขาดการเตรียมการพอสมควร เพราะภาพที่เห็นคือผมไม่เห็นอาจารย์ท่านอื่น มีเพียงคุณครูสุดศรีท่านเดียว ทั้งพูดคำถาม ทั้งแจกกระดาษทั้งเก็บกระดาษคำตอบ และทั้งขียนคะแนนบนกระดาน

ผมเจ็บใจตัวเองที่ทนดูอยู่ตั้ง 5 ข้อ จาก 20 ข้อ เพราะผมลังเลใจด้วยหลายเหตุผลผมกลัวเพื่อนว่าประจบอีก เพราะเป็นระดับชั้น ไม่ใช่ห้อง หรือ เราจะถูกว่ายุ่งหรือเปล่าจนแน่ใจว่าเราจะช่วยคุณครูได้ ผมจึงตัดสินใจเดินจากท้ายแถว (ผมสูง 175 ซม. จึงอยู่ท้ายแถว) กับสายตานักเรียน ม.5 ทั้ง 350 คน และเข้าไปช่วยคุณครูทำทุกอย่างจนจบงาน โดยไม่ต้องพูดจาพาที กับท่าน เหมือนรู้กันอยู่แล้ว ให้คุณครูเป็นพิธีกรอย่างเดียว

ผมดีใจมากที่ได้รับคำขอบคุณจากคุณครู รวมถึงคำพูดประทับใจจากคุณครู

คิดถึงคุณครูนะครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : June 17, 2007

เลขที่ชอบอีกเลข (8) : ว๊ากเกอร์ กับลิง 10 ตัว

เช้ามืด ตอนตี 2 ของวันที่ 13 มิถุนายน 2550 ขณะกำลังทำงานอยู่ ทุกครั้งจะมีทีวี ยี่ห้อ FAMILY เป็นเพื่อน และได้ดูรายการ " club X " ทางช่อง 3 ซึ่งพูดคุยถึงเรื่อง " ว๊ากเกอร์ " ว่า " ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ ว๊ากเกอร์ "

ตอนที่เรียนอยู่ปี 1 ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี (ปัจจุบันเป็น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี) หลังเปิดเรียน พวกเราถูกเรียกว่า " Freshy " และทุกคนต้องร่วมกิจกรรม " ประชุมเชียร์ " ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหาอะไร บางคนก็มีเทคนิคไม่เข้าร่วม เป็นความสามารถส่วนบุคคล แต่ส่วนตัวผมนั้นเฉยๆ ไม่คิดอะไรมาก ไม่ต่อต้าน ไม่รู้สึกว่าชีวิตมีปัญหาอะไร สบายๆ เพราะถือว่าเป็นประเพณีที่ทำ สืบต่อกันมา และการเข้าร่วมกิจกรรมก็ไม่หนักหนาอะไร ชีวิตผมเจอแรงกดดันมากกว่านี้อีก

ที่สำคัญการฝึก รด. (นักศึกษาวิชาทหาร) ที่เรียนตอน ม.4-6 หนักกว่านี้ตั้งเยอะ และที่สำคัญกว่านั้น ตอนผมเข้าค่ายลูกเสือ ขณะอยู่ ม.3 ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ฝึกหนักกว่า เรียน รด. ซะอีก หมายความว่า ทั้งการเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งแรงกดดันต่างๆ ที่จะให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (Unity) สามัคคีกัน หรือแม้แต่ให้ทุกคนเข้าถึงระบบ SOTUS นั้น ผมผ่านมาหมดแล้ว จึงรู้สึกธรรมดามาก

จนมีอยู่วันหนึ่ง พวกเราถูกสั่งให้วิ่งรอบสนามฟุตบอลได้ 3 รอบแล้ว ผมเห็นทุกคนเหนื่อยมาก

เมื่อรุ่นพี่ที่เป็น " ว๊ากเกอร์ " ถามว่า " เหนื่อยไหม จะพักไหม "

ผมจึงยกมือขึ้น รุ่นพี่ก็เข้ามาถามผมว่า " ยกมือขึ้นมา มีอะไร "

ผมตอบรุ่นพี่ว่า " เพื่อนๆ เหนื่อยแล้ว ผมขอวิ่งรอบสนามแทนครับ " (ที่ผมกล้าพูดอย่างนั้น เพราะการสอบเก็บคะแนนวิชาพละ ตอน ม.4 ที่โยธินฯ ให้วิ่งรอบสนามฟุตบอล 20 รอบต่อเนื่องครับ)

เท่านั้นแหละครับ ว๊ากเกอร์รุ่นพี่ทั้งหมด ก็ตะโกนกันเสียงดังระงมเลยครับ พอจับใจความได้ว่า

" เห็นไหม เพื่อนคนเดียว ขอวิ่งแทนทุกคน เพื่อนมันอยากเหนื่อยแทน รักเพื่อนไหม "

กลายเป็นว่า ผมได้พักบนอัฒจรรย์คนเดียว ที่เหลือถูกสั่งวิ่งอีก 2 รอบ กลายเป็นทำให้เพื่อนลำบาก โดนเพื่อนบ่นหลายคนครับ เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ที่หลังประชุมเชียร์แล้ว เป็นเรื่องกล่าวขวัญกันในหมู่รุ่นพี่ปี 2-4 ทำให้ตอนหลังผมสนิทกับรุ่นพี่ปี 2 มากๆ และรุ่นพี่ที่เป็นว๊ากเกอร์ทุกชั้นปีบางคน

ผมชอบคำอธิบายของดารารับเชิญ ที่เคยเป็น " ว๊ากเกอร์ " มาก่อน ถึงคำอธิบายเกี่ยวกับ " ทฤษฎีลิง 10 ตัว " ว่า

เคยมีการทดลอง นำลิง 10 ตัวไปอยู่ในห้อง ที่มีบันไดตั้งไว้ และมีกล้วยแขวนอยู่ เมื่อมีลิงตัวใดตัวหนึ่ง พยายามจะปีนบันได ไปกินกล้วย ผู้ควบคุมจะทำการลงโทษลิงทั้ง 10 ตัว ด้วยการฉีดน้ำไปที่ลิง และเปิดแอร์ให้หนาวสั่น ทำซ้ำๆ กันจนลิงทั้ง 10 ตัวเกิดพฤติกรรม " รุมกัด " ลิงตัวที่จะพยายามไปปีนกินกล้วย ก่อนจะโดนลงโทษฉีดน้ำ และลดอุณหภูมิห้องให้หนาวสั่น

จากนั้นนำลิงตัวที่ 11-15 มาแทนลิงชุดเก่า 5 ตัว (ตัวที่ 1-5) เมื่อลิงตัวใหม่ ตัวใดตัวหนึ่ง พยายามจะปีนกินกล้วย ก็จะถูกลิง 5 ตัวเก่า รุมกัด จนเป็นนิสัย และเมื่อนำลิงเก่า ตัวที่ 6-10 ออกไป และนำตัวใหม่ ตัวที่ 16-20 มาแทน ก็ปรากฏว่า ลิงตัวที่ 11-15 ก็จะรุมกัด ลิงตัวใดตัวหนึ่งที่เป็นตัวใหม่ที่ 16-20 ทันที่ที่จะปีนกินกล้วย

ซึ่งก็เป็นบทสรุปของดารารับเชิญว่า การประชุมเชียร์ ที่มีว๊ากเกอร์เป็นตัวสร้างแรงกดดัน ให้น้องๆ รักกันนั้น กลายเเป็นประเพณีที่ถูกสืบทอดต่อๆ กันมา โดยที่รุ่นน้องบางคนอาจไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในอดีตของประเพณี หรือไม่เข้าใจความหมายของประเพณีนั่นเอง ไม่ต่างอะไรกับลิง 10 ตัวใหม่ ที่รู้แต่เพียงว่า ถ้ามีลิงตัวใดตัวหนึ่งจะปีนกินกล้วย ต้องรุมกัด โดยที่ไม่ทราบเลยว่า ลิง 10 ตัวเก่านั้นถูกฉีดน้ำ และลดอุณหภูมิห้องให้หนาวเย็นเมื่อมีลิงจะปีนกินกล้วย

ส่วนตัวผม คิดว่า ผมเข้าใจประเพณีนี้ แต่ตอนปี 2 ผมเลือกที่จะเป็น " สันทนาการ " เพราะผมให้เวลากับภาควิชาได้น้อย เนื่องจากมีภาระทางบ้าน และการเป็น " ว๊ากเกอร์ " ต้องทุ่มเทจริงๆ ครับ ผมยืนยันแทนได้

หวังว่าประเพณีนี้จะยังคงสืบต่อกันไป แต่อาจปรับปรุงวิธีการ ให้เหมาะสมกับยุคสมัยครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : June 15, 2007

ผมถูกยืมเงินไป (7) แสน : ตัดแปะของคุณ Plin

ผมเป็นแค่ (นัก) " เขียน " สมัครเล่น ใน winbookclub.com อ่านพบหัวข้อ: Speech by Bill Gates - at Harvard University - (June 7, 2007) เป็นบทความที่น่าสนใจ นำมาฝากกันครับ

เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน Bill Gates ได้ drop การเรียนที่ มหาวิทยาลัย Harvard เพื่อไล่ตามความฝันของเขา บนเส้นทางธุรกิจ computer software และได้ประสบความสำเร็จอย่างมากกับบริษัท Microsoft

แม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับปริญญาเลยสักใบ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2007 ที่ผ่านมานี้ Bill Gates กลับมาที่ Harvard อีกครั้งเพื่อรับปริญญากิตติมศักดิ์ (An Honorary Law Degree) และได้ให้ Commencement Speech กับผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard ในปีนี้ด้วย

สิ่งที่ Bill Gates พูดถึงคือ inequity หรือ ความไม่เสมอภาค ของคนในโลก เขาบอกว่าเมื่อครั้งที่เขายังเรียนอยู่นั้น เขา (และเชื่อว่าเพื่อน ๆ ของเขาด้วย) ไม่ได้ "ตระหนัก" ในเรื่องเหล่านี้เลย ไม่เคยมีใครพูดถึง (น่าที่จะไม่มีการเรียนการสอน หรือหยิบยกมาพูดกันสังคมอเมริกันด้วย) แต่ในวันนี้ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ โลกจึงเล็กลง เราได้เห็นชีวิตในอีกสังคม เรารับรู้ความแตกต่างเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนขึ้น

ควรแล้วหรือที่เราจะเพิกเฉยกับสิ่งเหล่านี้

ที่ถูกแล้ว เราควรรับรู้ปัญหา ทำความเข้าใจกับมัน และ ช่วยกันคิดหาทางแก้ไขสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น อย่าปล่อยให้ความซับซ้อนต่าง ๆ มาหยุดยั้งความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่า

เพราะเราทุกคนในโลกนี้ แม้เกิดมาต่างกัน แต่ก็มีคุณค่าในฐานะมนุษย์เหมือน ๆ กัน

องค์ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มนุษยชาติได้สร้างขึ้นมานั้น ควรจะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดความไม่เสมอภาคของสมาชิกทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในระดับหมู่บ้าน เมือง ประเทศ

หรือแม้แต่โลก

รายละเอียดทั้งหมด อ่านจาก link นี้

ทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนที่เคยอ่านในสมัยเด็ก เป็นประวัติของผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตสินค้าไฟฟ้ายี่ห้อดังนาม PANASONIC ที่กล่าวไว้ว่า " เขาโชคดีที่ไม่ได้เรียนหนังสือ " จึงทำให้เขาทำงานทุกอย่าง โดยไม่เลือกงาน หนักเอา เบาสู้ จนกลายเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : June 12, 2007

เลขที่ไม่ชอบ (6) : ความเข้มแข็งของคุณพรรณี

ขณะที่ผมกำลังเขียน blog เกี่ยวกับงานอยู่ที่ Preeda Avenue แล้วต้องหยุดทันที ได้ฟังความสัมภาษณ์ของคุณพรรณีรัตน์ ชินบัวทอง ที่เป็นเหยื่อ TAXI โหด ในรายการ "เรื่องเด่น เย็นนี้" แล้วเศร้าใจมาก คนร้ายใจร้ายมาก ที่ทำร้ายเธอเพื่อนำเงินไปใช้หนี้พนันบอล ชื่นชมที่เธอมีสติดีเยี่ยม ในการเอาชีวิตรอด

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่ไม่ยอมแพ้ พยายามจนถึงที่สุด เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานที่ และเวลาวิกฤตมาได้อย่างเข้มแข็ง

ชั่วโมงภาพรวมของเศรษฐกิจไม่ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าอดทนกันไว้ ก็น่าจะผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้ ผมเองก็ต้องอดทนเช่นกัน ที่จะต้องผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิตไปให้ได้ และความสำเร็จก็จะรออยู่ข้างหน้า

มีคนที่มาเยี่ยมผมที่บ้าน มักพูดว่า "ผมเก่ง" ที่ยอมรับสภาพที่เป็น "ทุพพลภาพ" ได้ และยังสามารถทำงานได้อย่างปกติ "ถ้าเป็นเขา คงทำไม่ได้"

ผมตอบทุกคนว่า "ไม่จริง" เพราะใครก็ตามที่เป็นแบบผม หรือ มากกว่าผม แล้ว "ยอมรับ" ในสิ่งที่ตัวเองเป็น และเผชิญอยู่ ก็สามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง และทำงานได้แน่นอน

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าใครก็ตาม คนพิการ คนทุพพลภาพ หรือคนปกติ ให้มี "เป้าหมาย" และพยายามในการหา "วิธีการ" ในการที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายให้ได้ ดังนั้นถ้าทุกคน ไม่ว่าจะมีศักยภาพ มากหรือน้อย ทั้งทางด้านร่างกาย หรือการเงิน ไม่ว่าจะเรียนน้อย หรือมาก ถ้ามี "เป้าหมาย" แล้ว ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จเหมือนกัน

และยิ่งมี "ความฝัน" สูงขึ้นไป "เหนือเป้าหมาย" คนๆ นั้น ก็จะมีพลังในการทำงานมากขึ้นไปอีกครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-314-7866
Tel. & Fax.: 02-924-2726
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : June 7, 2007

อารมณ์ดี (555) : อยุธยา ในวันพระใหญ่ กับความทรงจำเก่า

สวัสดีครับ วันที่ 31 พฤษภาคม 2550 เป็นวันพระใหญ่ คือวันวิสาขบูชา จึงได้มีโอกาสไปทำบุญที่วัดชุมพล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เดินทางบนถนนเอเชีย เห็นห้างโลตัส และศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางด้านซ้ายมือ ก็ถึงแยกที่เลี่ยวซ้านเข้าตัวอำเภอเมือง มองไปข้างหน้าเห็นเจดีย์ขนาดใหญ่ อยู่กลางถนน

ภาพถ่ายพระเจดีย์ที่อยู่กลางถนน บริเวณแยกพอดี ได้ความจากแม่ประไพว่า คนที่นี่เรียก " เจดีย์นักเลง "

เป็นอีกภาพที่รถที่ผมโดยสารไปด้วย ขับเข้าใกล้เจดีย์นักเลง จึงถ่ายภาพภายในรถมาให้ดูกันอีกภาพครับ

จากนั้นก็ขับรถตาม " ต้น " ลูกชายของแม่ประไพ ไปจนถึงวัดชุมพล แต่ผมมาไม่ทันถวายอาหารเพล เพราะที่วัดนี้จะถวายตอนเช้า และวันนี้คนเยอะมาก มาถึงก็รอให้ประชาชนที่ทำบุญอยู่ที่โบสถ์ใหม่กลับก่อน จะได้รอถวายสังฆทาน และบังสกุลที่ศาลาเก่า ซึ่งไม่สูงชั้นเดียว เหมาะกับผมที่อยู่บนรถเข็น

และระหว่างที่รอ ก็ได้ไปไหว้พระพุทธรูป " หลวงพ่อดำ " ที่มีสีดำทั้งองค์ (และยังมีองค์จำลองที่มีขนาดใหญ่กว่า) พี่บัว (พี่เลี้ยงดูแลผม) ก็ไปสักการะและเสี่ยงทาย " ยกลูกกระเจียบหิน " ซึ่งแกก็ยกขึ้น และเห็นแกบอกว่า คนข้างๆ กลับยกไม่ขึ้น พี่บัวขอให้ผมหาย และเดินได้ครับ ที่สำคัญ แกยกขึ้นด้วย

ต่อมาก็มาไหว้ " กะโหลกช้าง " ที่มีคำกลอนเตือนใจ ให้ทุกคนทำความดีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็ไปทำบุญถวายสังฆทาน โดยใส่พระประจำวันของคนที่เรารัก เป็นห่วง และของเราลงไปด้วย จากนั้นก็ได้รับการทำพิธีบังสกุล สะเดาะเคราะห์ และทุกคนก็รีบพากันกลับบ้าน เพราะมีอะไรบางอย่างรออยู่

พี่บัวซ้อนท้ายพ่อ ส่วนผม ต้น และแม่ไพ นั่งรถกลับจนถึงบ้าน เลขที่ 68/666 หมู่บ้านการเคหะแห่งชาติ ก็จะทราบแล้ว่ามีอะไรรออยู่ ก็พวกเจ้าตูบ เจ้าเหมียวนั่นเอง เพราะเวลาก็ปาเข้าไป เที่ยงครึ่งแล้ว หลังจากที่สมาชิกที่พูดไม่ได้ ได้กินข้าวเสร็จแล้ว ผมก็จะเริ่มแนะนำตัว

แต่ผมอยากให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า ครอบครัวแม่ไพ เป็น " ครอบครัวอาหารเสริม Herbalife " ซึ่งทำให้ร่างกายของแม่ไพดีขึ้น และลาขาดจากเพื่อนยากหลายโรคที่เคยสนิทสนมกันมาก่อน จนเพื่อนบ้านประหลาดใจ ทำให้ดาราในบ้านที่จะแนะนำต่อไปนี้ เชื่อนะครับ เคยเป็นขี้เรื้อนมาก่อน งั้นเริ่มเลยครับ

เหมียวตัวแรกทางซ้ายชื่อ "ไอเอ็มเอฟ" หรือ "เอฟ" เป็นชื่อที่ถูกตั้งหลังจากมันโตแล้ว และแม่ไพไปพบมันขณะเป็นขี้เรื้อน หมายความว่ามันอายุมากกว่า 10 ปีแล้วครับ ฟันหลอแล้ว ผมพึ่งเคยเห็น "แมวแก่ฟันร่วง" ก็วันนี้เอง แล้วก่อนหน้านี้มันหนัก 6 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันหนัก 3 กิโลกรัม

ส่วนตัวทางขวาชื่อ "ทอง" เพื่อนผมอีกคนเรียก "กราฟิว" หนัก 7 กิโลกรัม กินของแพงทุกวัน คือ อาหารเสริมที่เป็นโปรตีนของ Herbalife ดูสุขภาพดีทั้ง 2 ตัว รู้สึกว่า เจ้าทองจะชอบปลาเส้นฟิชโช่ เป็นพิเศษอีกด้วย

นี่เป็นอีกภาพ ที่ต่อเนื่องกันของทั้ง 2 เหมียว ที่ไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่ เพราะเจ้าทองมักไปกวนเจ้าเอฟ ที่อยู่เฉยๆ ตาเศร้าๆ ดูคล้ายปลงโลกแล้ว

ต่อไปเป็นดาราเผ่าพันธุ์ " มะหมา " (ขอเรียกตาม หนังดังที่พึ่งสร้างประวัติศาสตร์วงการหนังไทย ไปหมาดๆ) ในภาพตัวเล็กชื่อ " ช็อคโกแลต " ตัวใหญ่ในภาพ และใหญ่ที่สุด จากทั้งหมด 9 ตัว ชื่อ " ไฟเบอร์บอล "

ภาพต่อมาไล่จากซ้ายไปขวาคือ (เริ่มจากครึ่งตัวไม่พูดถึง) ตัวแรกคือ " สตอเบอรี่ " ชิสุตัวต่อมาชื่อ " มะนาว " และชิสุตัวหลังชื่อ " แตงไทย " ส่วนตัวขวาสุดคือ ช็อคโกแลตตัวเดิม ทุกตัวกำลังกินอาหารเสริมอยู่ครับ เป็นโปรตีนที่ชงผสมน้ำ กันอย่างเอร็ดอร่อย

ภาพต่อมา ตัวที่ไม่เห็นหน้าซ้ายสุดคือ "กระแต" ตัวใกล้สุดชื่อ "ไฟเบอร์แอน" ส่วนขวาสุดคือตัวใหญ่สุดครับ และที่กำลังให้อาหารเสริมอยู่ก็คือ "แม่ไพ" นั่นเอง โอกาสหนบ้าจะนำภาพชัดๆ มาให้ดูกัน

ภาพสุดท้าย จะเห็นว่า เจ้ามะหมาทั้ง 3 จะดูเป็นซีรี่ส์เดียวกัน นั่นคือไกลสุดชื่อ "ไฟเบอร์เยลโล่" ต่มาด้านขวาคือ "ไฟเบอร์แอน" ตัวเดิม และสุดท้ายตัวใหญ่สุดเหมือนเดิม เข้ากล้องตลอด
มีอีกตัวที่ไม่เข้ากล้องชื่อ "ดำ" ตามชื่อครับ ตัวดำ และใน 9 ตัวนี้ มี 4 ตัวที่เป็นขี้เรื้อน คือ ช็อคโกแลต-สตอเบอรี่-กระแต-ดำ ถูกแม่ไพเก็บมารักษา-เลี้ยง ด้วยการกินอาหารเสริม จนหายหมดแล้ว
ทั้งหมดที่ผมเขียน เพื่อจะบอกถึง "ความมีชีวิต" ทั้ง "มะนุษย์" "มะหมา" และ "มะเหมียว" ที่ผมนึกถึงความทรงจำใกล้ตัวที่ได้ดูรายการ "คุยกับสายสวรรค์" ทางช่อง TITV ที่ผู้สร้าง-ผู้กับกับ-เจ้าของสุนัข มองสุนัขเหมือนมนุษย์ จึงเป็นที่มาของชื่อ "มะ-หมา" ที่ออกเสียง "มะ" นำหน้าคล้าย "มะ-นุษย์"

ซึ่งสะท้อนถึงตัวเองที่เคยเลี้ยงแมว แล้วไม่ค่อยได้ให้ข้าวมันเท่าไหร่ ให้มื้อเดียว บางวันเคยลืมไม่ให้ก็มี และส่วนตัวก็ชอบแกล้งแมว ด้วยการตัดหนวด เพราะรู้ว่าแมวจะใช้หนวดในการดำรงชีวิต เช่น ใช้จับหนู ใช้สำรวจสิ่งกีดขวางทำให้หลบทัน มันจึงเดินชนโน่น ชนนี่บ่อยๆ แกล้งมันตามประสาเด็ก จนแม้วมองผมด้วยสายตาว่า "เบื่อมากเลย" "จะแกล้งอะไรอีก"

ขอบคุณครับ
update : June 1, 2007

เลขที่ชอบ (4) : ความพยายามของปลาช่อน กับความพยายามของผม

สวัสดีครับ ทุกๆ คน

ตอนสายของวันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2550 ในตลาด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปลาช่อนตัวใหญ่อยู่ 1 ตัว กำลังดิ้นรนจากการโดนทุบหัว ถึง 3 ครั้ง ทำให้คนขายตั้งใจว่าในครั้งที่ 4 เขาต้องทุบมันให้นิ่งให้ได้ เพื่อนำใส่ถุงให้กับลูกค้าที่ได้จ่ายเงิน 65 บาทแล้ว

หลายคนกำลังมุงดู ความพยายามของปลาช่อนตัวนี้ ในขณะที่ผู้ซื้อ เริ่มรู้สึกว่า ไม่อยากได้ปลาตัวนี้แล้ว ความพยายามของมันทำให้ทุกคนรับรู้ได้ แม้แต่ผู้ขายก็ยังแปลกใจ เพราะตั้งแต่เช้ามา เขาก็ทุบปลามาเป็นร้อยตัว เขาเงื้อมมือกำลังจะทุบมันอีกครั้ง ครั้งนี้เจ้าต้อง "ตาย"

" หยุดก่อน อย่าพึ่ง อย่าพึ่ง "

" ลูกบุตรธรรมป้า พิการ ป้าขอซื้อปลาช่อนตัวนี้ ไปปล่อยนะ "

" ผมก็ไม่อยากได้ปลาตัวนี้แล้ว ผมขายแค่ 60 ละกัน อีก 5 บาทผมช่วย "

" มิน่า มันรอป้านี่เอง ถึงดิ้นขนาดนี้ ทุบปลามาแต่เช้า ก็มีตัวนี้แหละ ตัวสุดท้าย ดิ้นจนมือแดงเลย "

" ขอบใจ ถือว่าทำบุญร่วมกัน ขอบใจ "

ก่อนที่มันจะจากไป มันว่ายวนอยู่ 2 รอบ เหมือนกับจะขอบคุณ ตัวมันใหญ่เกือบศอก ลักษณะผอม ถ้าเทียบกับปลาช่อนตัวอื่น คุณป้าประไพ และคุณลุงร้สึกดีมาก ที่ช่วยชีวิตมันได้

ย้อนกลับไปในวันเสาร์ที่ 19 ผมได้พบกับคุณลุง-คุณป้าประไพ เป็นครั้งที่ 2 และคุณแม่ผมได้ยกผมให้เป็นลูกกับป้าประไพด้วย ช่วยกันดูแลผมด้วยกัน ทำตามวิธีการจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อ ด้วยการซื้อ และต้องทำบุญด้วยการปิดทอง 36 แผ่นเท่าอายุของผม แม่ประไพจึงตั้งใจทำบุญ-ปิดทองในวันอังคาร ที่จะถึง เพราะเป็นวันเกิดผม

แม่ประไพ มีความเชื่อ และเชื่อมั่นว่าผมจะต้องหายจากอาการทุพพลภาพ เพราะเชื่อว่ามีความผูกพัน กันแต่เก่าก่อน จากความรู้สึกที่รับรู้ได้ พยายามตั้งแต่ตอนเช้า เตรียมกับข้าว ต้มยำกุ้ง-ผัดพริกแกงถั่วฝักยาว อาหารหวานเป็นทองหยิบ-ทองหยอด ส่วนผลไม้เป็นลองกอง รับบังสกุล กรวดน้ำ-แผ่เมตตา จนมาเจอเจ้าปลาช่อนที่กำลังพยายามดิ้นรนที่ตลาด และนำไปปล่อย จากนั้นก็เดินทางไปวัดพนันเชิง เพื่อทำบุญ-ปิดทอง กับองค์หลวงพ่อโต (องค์จำลอง เนื่องจากองค์จริงกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการลงลัก-ปิดทองอยู่) ทั้งสิ้นกว่าจะเสร็จ เกือบเที่ยง เป็นความรู้สึกดีๆ ผูกพันที่มีต่อผม ผมรู้สึกดีต่อแม่ประไพ และขอบคุณ "อาม้า" ที่เข้าใจถึงความหวังดี และยอมรับวิธีการต่างๆ

ผมต้องเป็นผู้รับที่ดี ผมต้องพยายามกินอาหารเสริม Herbalife ผมต้องพยายามทำงานมากมาย ผมต้องทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นโดยเร็ววัน ผมต้องดีขึ้น ผมต้องหาย ผมคงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพื่อตอบแทนความรู้สึกดีๆ ที่มีให้ของทุกคน

ปรยา
23 พฤษภาคม 2550

พี่น้อง (3) : เหตุเกิดในครอบครัว

สวัสดีครับ ผมได้มีโอกาสดูละครช่วงค่ำ เรื่อง " เหตุเกิดในครอบครัว " ทางช่อง 3 เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ลูกคนโตเป็นผู้หญิง คนเล็กเป็นผู้ชาย "พ่อ" จบวิศวฯ โยธา ทำกับข้าวเก่ง เป็น family man เล่านิทานให้ลูกฟังทุกคืน แต่ชอบแก้ปัญหาด้วยการดื่มสุรา และไม่ปรับความเข้าใจ แบบจับเข่าคุยกัน กับภรรยา

ส่วน "แม่" เป็นลูกสาวครอบครัวนักการเมือง ทำให้ครอบครัวดูถูกสามีตัวเอง และหาเรื่องกลั่นแกล้งตลอด ประกอบกับภรรยาทำงานเก่งจนได้รับตำแหน่งหัวหน้างาน ที่รับราชการอยู่ จึงไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว ทำให้ครอบครัวนี้กำลังมีปัญหาอยู่ ตอนจบของเรื่องก็คงจะ happy ตามแนวทางละครบ้านเรา เพราะสุดท้ายก็ต้องคุยกัน ปรับความเข้าใจกันอยู่ดี เห็นแก่ "ลูก" เห็นแก่ "ความรัก" ที่เคยมีต่อกันในสมัยยังรักกันใหม่ๆ

ทำให้ผมนึกอะไรๆ ได้หลายอย่าง เช่น เพลงของวงบูโดกัน "ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แค่รักให้เหมือนเท่าเดิม ไม่ต้องมีเพิ่มเติม แค่รักไม่น้อยลงไป ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร์ ตราบที่ฉันนั้นยังหายใจ ขอให้เหมือนเดิม ขอให้เหมือนเดิม" ก็อาจจะทำให้นึกถึงวันเก่าๆ ได้

ทำให้นึกถึง "มาตรฐาน" ต่างๆ ที่เราใช้ชี้วัด หรือควบคุม ยกตัวอย่างเช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก เมื่อเราใช้ไปนานๆ หรือถ้าตามระเบียบของ "กองชั่ง ตวง วัด" ก็ต้องมีการสอบเทียบน้ำหนัก กับเครื่องชั่งอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้เครื่องชั่งนั้นยังคงประสิทธิภาพใกล้เคียงมาตรฐานเดิมให้มากที่สุดเท่าท่จะทำได้

ถ้าแต่ละครอบครัว มีมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ เช่น สามีตกลงกับภรรยา พ่อแม่ตกลงกับลูก ก็คงจะดี เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็ให้กลับมาดูที่มาตรฐานที่ร่วมกันสร้างไว้ ซึ่งแต่ละครอบครัว ก็คงแตกต่างกัน อาจจะเข้าใจยากกันซักนิด แต่ความหมายของผมก็คือ ให้ย้อนกลับมาพิจารณาถึงความรักที่เคยมีต่อกัน ให้คิดถึงลูกที่เกิดมา แล้วรักลูกมากๆ

แล้วก็ปรับทุกอย่างให้ใกล้เคียงมาตรฐานให้มากที่สุด ผมอาจจะนำเรื่องทางด้านจิตใจ มาเปรียบเทียบกับวัตถุ แต่ในความคิดของผม ในบางเรื่อง บางแง่มุม อธิบายร่วมกันได้ เพราะทุกอย่างเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น

ปรยา
21 พฤษภาคม 2550

ปากกา (1) : ความคิดเห็นเริ่มต้น

คืนวันพุธ จนเข้าวันพฤหัส ประมาณตี 2 กว่าๆ ผมอยากระบายความรู้สึกบ้าง เพราะภายนอกผมดูเข้มแข็ง แต่จริงๆ แล้วปัญหาช่างรุมเร้าเข้ามามากเสียเหลือเกิน ผมจึงอยากสร้าง blog ขึ้นมา ที่ไม่ใช่งาน ที่ไม่ใช่อาการเจ็บป่วย ที่ไม่ใช่ความสุข ที่ไม่ใช่ความทุกข์ ที่ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นที่ ที่ผมได้แสดงความคิดเห็น และความรู้สึก กับสิ่งที่พบเห็นได้น้อยนิด หรือจากจินตนาการ หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากจะเขียน ไม่มีกรอบใดๆ

ความคิดเห็นแรกที่อยากเขียน คงเป็นเรื่องข่าวแผ่นดินไหว ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอน 4 โมงเย็น ท่านผู้รู้ บอกว่า เมื่อครั้งสึนามิที่ผ่านมา ทำให้โลกเกิดความเคลื่อนไหว ไม่ใช่ซิ ต้องบอกว่า โลกมีการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดสึนามิ แล้วจึงทำให้รอยแยกทางภาคตะวันตก และภาคเหนือของไทย เคลื่อนไหวไปด้วย เปรียบเสมือนแก้วที่มีรอยร้าวอยู่แล้ว อาจร้าวมากขึ้น เห็นภาพครับ เข้าใจสิ่งที่ท่านอธิบาย

ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง "The Day after Tomorrow" นึกถึงข่าวเกี่ยวกับสภาวะแปรปรวนรอบโลก ก็ทำใจ ดั่งวลีที่กินใจผมมาตั้งแต่เด็ก เพราะผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เปรียบเทียบ "โลกเป็นร่างกายมนุษย์" และ "มนุษย์ก็คือเชื้อโรค" ในร่างกาย ที่เขาให้อาศัยอยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาทำร้ายเขา ทำให้เขาต้องรักษาชีวิตตัวเองให้รอด ด้วยการหาวิธีกำจัดเชื้อโรคที่ชื่อว่า "มนุษย์" ซะ วลีที่กินใจผมมาก คือ "เจริญสู่ความหายนะ" หายนะที่กำลังมาเยือนมนุษย์ ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา และภูมิใจหนักหนาว่า "เจริญ"ภูมิใจว่า "พัฒนา"

ปรยา
17 พฤษภาคม 2550